
ปักกิ่ง, 1 ก.ย. (ซินหัว) -- การขยายสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ผลิตยานยนต์จีน กำลังก้าวข้ามจากการพึ่งพาการส่งออกยานยนต์ ไปสู่การสร้างเครือข่ายต่างประเทศแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการบริการหลังการขาย
การปรับเปลี่ยนนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเพียงแค่การส่งออกผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศในต่างประเทศ
การสร้างระบบนิเวศในต่างประเทศถือเป็นโครงการเชิงระบบที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งบริการสนับสนุน การบูรณาการทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายการบริการ การปรับใช้มาตรฐาน และการพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่น
นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนมากกว่า 10 ราย อาทิ จี๋ลี่ (Geely), เอสเอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor) และบีวายดี (BYD) ได้เร่งรัดการขยายตัวสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โดยฐานการผลิตในท้องถิ่นแห่งที่สามของเสี่ยวเผิง มอเตอร์ส (XPeng Motors) ได้เปิดดำเนินงานแล้วในมาเลเซีย ขณะที่โรงงานประกอบแบตเตอรี่ซึ่งจัดตั้งร่วมกันระหว่างลีปมอเตอร์ (Leapmotor) และสเตลแลนทิส (Stellantis) ได้เปิดตัวขึ้นในสเปน
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ระบุว่า การส่งออกยานยนต์ของจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ แตะระดับ 6.14 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66.8 เมื่อเทียบปีต่อปี
เฉพาะในเดือนพฤษภาคมเพียงเดือนเดียว ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบรนด์จีนต่อเดือนในยุโรปได้แซงหน้าแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของผู้บริโภคต่างชาติที่มีต่อยานยนต์จีน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มเป็นบวก การส่งออกยานยนต์รายปีของจีนอาจทะลุ 10 ล้านคันในปีนี้
ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตลาดรถยนต์ภายในประเทศของจีน การก้าวสู่ระดับโลกได้วิวัฒน์จากเพียงทางเลือกไปสู่ความจำเป็นสำหรับผู้ผลิตยานยนต์ ปัจจัยหลายประการได้ผลักดันให้ค่ายรถยนต์เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศในต่างแดน โดยการจัดตั้งระบบการดำเนินงานในต่างประเทศอย่างครบวงจร
ในด้านหนึ่ง ความแตกต่างของสภาวะการขับขี่และความชื่นชอบของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค ทำให้การปรับตัวเข้ากับท้องถิ่นที่ไม่เพียงพอ กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวในต่างประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง แม้ว่ารูปแบบการประกอบชิ้นส่วนถอดแยกส่วน (CKD) จะเป็นวิธีที่ปฏิบัติได้จริงสำหรับค่ายรถยนต์ในการสร้างที่มั่นระยะแรกในตลาดต่างประเทศ แต่ก็เริ่มประสบปัญหาต่างๆ เช่น ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มั่นคง การบริการหลังการขายที่ไม่เพียงพอ และภาพลักษณ์แบรนด์ที่ถูกจัดอยู่ในระดับล่าง
บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำได้ก้าวเข้ามามีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนการปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดในตลาดต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น การดำเนินงานของฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) ในไทย บริษัทได้สร้างระบบการจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์แบบครบวงจรภายในรัศมี 300 กิโลเมตรรอบโรงงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครือข่ายการบริการหลังการขาย ตลอดจนการจ้างงานพนักงานในท้องถิ่นจำนวนมาก แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถผสานรวมเข้ากับวัฏจักรทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับค่ายรถยนต์ขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีกำลังการผลิตต่อปีอยู่ที่ 1-3 แสนคัน การรับมือกับสภาพแวดล้อมในต่างประเทศที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โลจิสติกส์ หรือการบริการหลังการขายด้วยตนเองเพียงลำพังถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ แพลตฟอร์มอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาคบางแห่งจึงได้บูรณาการและผสานรวมทรัพยากรห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานในต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับค่ายรถยนต์ในต่างแดน ตลอดจนพัฒนาศูนย์ประกอบชิ้นส่วนถอดแยกบางส่วน (SKD) คลังสินค้าและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน รวมถึงศูนย์บริการหลังการขายในต่างประเทศ ช่วยลดอุปสรรคสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และช่วยหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในรูปแบบระบบนิเวศ ยังมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วโลกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการบูรณาการนวัตกรรมและทรัพยากรที่มีอยู่เดิม จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมจับทิศทางสำคัญของการร่วมมือทางอุตสาหกรรมในระดับโลกได้ดียิ่งขึ้น
(เรียบเรียง Li Xueqing, Xinhua Silk Road, https://en.imsilkroad.com/p/351992.html)