
(แฟ้มภาพซินหัว: แบบจำลองกะโหลกศีรษะของ "นีโอ" (Neo) มนุษย์โบราณสายพันธุ์โฮโม นาเลดี ที่ถูกนำมาจัดแสดงระหว่างการแถลงข่าว ณ แหล่งกำเนิดมนุษยชาติ (Cradle of Humankind) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2017)
เคปทาวน์, 5 ก.ค. (ซินหัว) -- มหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ (University of the Witwatersrand) ในแอฟริกาใต้ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยร่วมกับภาคีเครือข่ายนานาชาติ ได้ทำการวิเคราะห์ฟอสซิลฟันของมนุษย์โบราณสายพันธุ์ "โฮโม นาเลดี" (Homo naledi) และพบว่าฟอสซิลของมนุษย์โบราณในกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นเพศหญิงทั้งหมด จึงอาจเป็นหลักฐานชิ้นเก่าแก่ที่สุดที่บ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณมีประเพณีหรือธรรมเนียมการฝังศพแบบจำแนกตามเพศสภาพ
ข้อมูลระบุว่า "โฮโม นาเลดี" เป็นสายพันธุ์มนุษย์โบราณที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 3.35 ถึง 2.41 แสนปีก่อน โดยทีมนักวิจัยนานาชาติซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์แห่งแอฟริกาใต้ และมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนแห่งเดนมาร์ก ได้ร่วมกันวิเคราะห์ฟอสซิลฟันจำนวน 23 ซี่ ซึ่งขุดค้นพบจากถ้ำสเตอรก์ฟอนเทน (Sterkfontein) ในแอฟริกาใต้ ซึ่งฟอสซิลฟันเหล่านี้มาจากมนุษย์โบราณโฮโม นาเลดี อย่างน้อย 20 ราย
ผลการตรวจสอบพบว่าไม่พบโปรตีนอะมีโลเจนิน (Amelogenin) ที่เกาะเกี่ยวกับโครโมโซมวายในฟอสซิลข้างต้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นเพศหญิงทั้งหมด
ลี เบอร์เกอร์ (Lee Berger) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ให้ความเห็นว่าข้อสันนิษฐานที่มีน้ำหนักและเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับปรากฏการณ์นี้ คือมนุษย์โบราณโฮโม นาเลดีอาจมีธรรมเนียมหรือประเพณีการฝังศพเฉพาะสำหรับบางเพศสภาพ
แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยระบุเพิ่มเติมว่า สิ่งนี้อาจเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงประเพณีการฝังศพแบบแยกตามเพศในสังคมมนุษย์โบราณ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของโฮโม นาเลดี รวมถึงการทำความเข้าใจขนบประเพณีการฝังศพของมนุษย์โบราณในภาพรวมที่กว้างขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยได้ระบุทิ้งท้ายว่ายังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง นั่นคือยีนที่เกี่ยวข้องของมนุษย์โบราณกลุ่มนี้ อาจเกิดการกลายพันธุ์หรือสูญหายไป ทั้งนี้ รายงานการวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเซลล์ (Cell) วารสารวิชาการชื่อดังของสหรัฐฯ