
(แฟ้มภาพซินหัว : นักเรียนในเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย วันที่ 25 พ.ค. 2020)
ซิดนีย์, 26 มิ.ย. (ซินหัว) -- การศึกษาที่นำโดยมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของออสเตรเลียระบุว่าคำสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ของออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของโลกด้วย มีผลกระทบต่อการใช้งานในกลุ่มวัยรุ่นค่อนข้างน้อยในระยะแรกเริ่ม โดยนักวิจัยพบว่าวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีกว่าร้อยละ 85 ยังคงใช้งานแพลตฟอร์มผ่านทั้งบัญชีผู้ใช้ของตนเอง บัญชีสำรอง และบัญชีที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์บริติช (British Medical Journal) ได้ติดตามวัยรุ่นอายุ 12-17 ปี จำนวน 408 คน ทั้งก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยออนไลน์ว่าด้วยการกำหนดอายุขั้นต่ำการใช้โซเชียลมีเดีย ปี 2024 เป็นเวลา 3 เดือน โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2025 และกำหนดให้แพลตฟอร์มรายใหญ่ ได้แก่ ติ๊กต็อก เอ็กซ์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ และสแนปแชต ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปิดกั้นบัญชีผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามราว 2 ใน 3 พบเจอกับมาตรการตรวจสอบอายุ และวิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการยืนยันอายุด้วยตนเองหรือการตรวจสอบด้วยภาพถ่าย
คอร์ตนีย์ บาร์นส์ นักวิจัยด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่ายังพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว เช่น การใช้บัญชีปลอม หรือบัญชีของเพื่อนและสมาชิกในครอบครัว โดยวัยรุ่นร้อยละ 15-19 ใช้บัญชีปลอมเพื่อเข้าใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ร้อยละ 9-29 เข้าใช้งานผ่านบัญชีของผู้อื่น และมีถึงร้อยละ 11 ใช้โหมดการท่องเว็บแบบส่วนตัวเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าว ขณะที่รูปแบบการใช้งานในภาพรวมนั้นเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยการใช้โซเชียลมีเดียแต่ละวันแทบไม่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มเด็กอายุ 12-13 ปี ลดลงเล็กน้อยในกลุ่มอายุ 14-15 ปี และเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป
คำสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ของออสเตรเลียได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ และตุรกี (ทูร์เคีย) ต่างเดินหน้าผลักดันกฎหมายในลักษณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน โดยบาร์นส์กล่าวว่าผลการศึกษานี้เป็นหนึ่งในการประเมินผลครั้งแรกของมาตรการลักษณะดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากหลายประเทศกำลังจับตาออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด และผลการศึกษาชิ้นนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมระยะเริ่มต้นของการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประสิทธิภาพของมาตรการนี้มีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับความเข้มงวดและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้ระบบตรวจสอบอายุในระยะยาว โดยทีมวิจัยยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงทั้งหมดของกฎหมายฉบับนี้ และการประเมินผลในระยะยาวจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง