
(แฟ้มภาพซินหัว : คู่รักสูงวัยถ่ายภาพคู่ใต้ต้นไม้ในย่านชานกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 30 ก.ย. 2026)
ซิดนีย์, 4 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 พ.ย.) การศึกษาจากคณะนักวิจัยออสเตรเลียและนานาชาติซึ่งวิเคราะห์อัตราการเจ็บป่วย การเสียชีวิต และภาระด้านสุขภาพจากโรคมะเร็งปากมดลูกใน 204 ประเทศและดินแดน ช่วงปี 1990-2023 พร้อมประเมินแบบจำลองแนวโน้มจนถึงปี 2050 ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 และร้อยละ 39.3 ตามลำดับ ภายในปี 2050 แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วมะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ก็ตาม
เมื่อปี 2023 มีรายงานพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเพิ่มราว 8.87 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตราว 3.69 แสนรายทั่วโลก และคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ที่ 1.08 ล้านรายต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 จากระดับในปี 2024 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตคาดว่าจะอยู่ที่ 5.22 แสนราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3
นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.7 และจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 95.4 แตะราว 2.06 แสนรายภายในปี 2050 ซึ่งหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีภูมิภาคใดใน 7 ภูมิภาคทั่วโลกที่สามารถบรรลุเกณฑ์การขจัดโรคมะเร็งปากมดลูกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2050 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ป่วยน้อยกว่า 4 รายต่อผู้หญิง 1 แสนคน
คณะนักวิจัยเรียกร้องให้ขยายการเข้าถึงการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) การตรวจคัดกรอง และการรักษาอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ทว่าการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ยังแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก โดยผลการศึกษาระบุว่าในปี 2023 อัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกแบบปรับมาตรฐานตามอายุในประเทศที่มีรายได้น้อย สูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงกว่า 4 เท่า ขณะที่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าถึงมากกว่า 7 เท่า