
(แฟ้มภาพซินหัว : ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงข่าวในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น วันที่ 19 ม.ค. 2026)
โตเกียว, 14 ต.ค. (ซินหัว) -- สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือมาตรการป้องกันหลังจากเกิดกรณีนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งประจำการในจังหวัดโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่น พัวพันคดีฆาตกรรมหญิงท้องถิ่นในจังหวัดโอกินาวา
มาซาฮิสะ มิยาซากิ สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ชี้ว่าเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ควบคุมระเบียบวินัยมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. มีรายงานพบหญิงชาวญี่ปุ่นวัย 39 ปีเสียชีวิตที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองนาฮะ จังหวัดโอกินาวา ส่วนวันถัดมาเจ้าหน้าที่ตำรวจโอกินาวาได้จับกุมเดวิน บัลลาร์ด นาวิกโยธินสหรัฐฯ อายุ 20 ปี ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธิน ฟูเท็นมะ ฐานต้องสงสัยว่าฆาตกรรมหญิงรายดังกล่าวและขโมยกระเป๋าเงินกับทรัพย์สินอื่นๆ ของเธอ ทว่าบัลลาร์ดปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลจังหวัดโอกินาวาเรียกร้องให้ทบทวนข้อตกลงสถานะกองกำลังทหารญี่ปุ่น-สหรัฐฯ (SOFA) อย่างจริงจัง หลังข้อตกลงนี้ถูกวิจารณ์มาเป็นเวลานานว่าคุ้มครองกำลังพลประจำฐานทัพสหรัฐฯ มากเกินไป ทว่ารัฐบาลกลางญี่ปุ่นยังไม่ได้ประกาศแผนการแก้ไขข้อตกลงดังกล่าว
อนึ่ง ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงสถานะกองกำลังทหารในปี 1960 เพื่อกำหนดสถานะทางกฎหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในญี่ปุ่น โดยให้อำนาจสหรัฐฯ เป็นหลักในการพิจารณาความผิดที่กำลังพลกระทำระหว่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ขณะที่ญี่ปุ่นมีอำนาจพิจารณาคดีเป็นหลักหากอยู่นอกฐานทัพ แต่หากผู้ต้องสงสัยอยู่ในการควบคุมตัวของสหรัฐฯ อยู่แล้ว สหรัฐฯ จะยังคงควบคุมตัวกำลังพลไว้จนกว่าญี่ปุ่นจะยื่นฟ้อง
เงื่อนไขข้างต้นหมายความว่าหากกำลังพลสหรัฐฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดกลับเข้าไปในฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น การจะส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้ตำรวจญี่ปุ่นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกองทัพสหรัฐฯ เป็นหลัก ส่งผลให้คดีที่เกี่ยวข้องกับกำลังพลสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงไม่ได้รับการคลี่คลาย