
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนเดินบนถนนในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 20 ก.ค. 2021)
ลอสแอนเจลิส, 23 ธ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (22 ธ.ค.) รายงานจากสื่อสหรัฐฯ เผยว่าพายุลมแรงที่พัดถล่มรัฐโคโลราโดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายไฟฟ้าของนาฬิกาอะตอม (atomic clocks) มากกว่าสิบเครื่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่กำหนดเวลาอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ จนทำให้มาตรฐานเวลาประเทศช้าลง 4.8 ไมโครวินาที
เว็บไซต์กิสโมโดดอตคอม (Gizmodo.com) สื่อออนไลน์ด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนิยายวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ อ้างอิงอีเมลฉบับหนึ่งจากเจฟฟรีย์ เชอร์แมน นักฟิสิกส์อาวุโสจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ระบุว่าระบบเวลาที่คำนวณจากนาฬิกาอะตอมที่สาขาของสถาบันฯ ในเมืองโบลเดอร์ได้เกิดขัดข้องเมื่อวันพุธ (17 ธ.ค.) ที่ผ่านมา เนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง
มาตรฐานเวลาระดับชาตินี้เรียกว่า NIST UTC เป็นระบบเวลามาตรฐานของสหรัฐฯ ที่อิงนาฬิกาอะตอม ถูกกำหนดโดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันฯ ร่วมกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2007 โดยเวลาดังกล่าวคำนวณขึ้นจากข้อมูลเวลาของนาฬิกาอะตอม 16 เครื่องที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่สาขาของสถาบันฯ ในเมืองโบลเดอร์
นาฬิกาอะตอม ซึ่งรวมถึงไฮโดรเจนเมเซอร์และนาฬิกาแบบลำแสงซีเซียม ใช้คุณสมบัติการสั่นตามธรรมชาติของอะตอมในการกำหนดเวลา ทำให้สามารถวัดเวลาได้อย่างเที่ยงตรงสูง โดยเวลามาตรฐานของสถาบันฯ ถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับหลายระบบสำคัญ เช่น เครือข่ายโทรคมนาคม และสัญญาณจีพีเอส (GPS)
เว็บไซต์ฯ รายงานว่าหน่วยงานดังกล่าวมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ขัดข้องจากหลายสาเหตุ เช่น จากสภาพอากาศเลวร้าย แต่ปัญหาคือไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองสำหรับระบบสำรองอีกชั้นหนึ่ง เมื่อตอนที่เกิดเหตุพายุลมแรงพัดถล่มจนไฟฟ้าดับในเมืองโบลเดอร์ เมื่อวันพุธ (17 ธ.ค.) ที่ผ่านมา
เชอร์แมนเปิดเผยว่าระหว่างเหตุไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างเมื่อสัปดาห์ก่อน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักเครื่องหนึ่งที่ประสบเหตุขัดข้องนั้นส่งผลให้นาฬิกาบางส่วนขาดการเชื่อมต่อกับระบบวัดและระบบกระจายเวลาของสถาบันฯ
ด้านรีเบกกา เจคอปสัน โฆษกของสถาบันฯ กล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เวลามาตรฐาน NIST UTC ช้ากว่าที่ควรจะเป็น 4.8 ไมโครวินาที พร้อมอธิบายให้เห็นภาพว่าโดยทั่วไปแล้ว การกระพริบตาของคนเราจะกินเวลาราว 350,000 ไมโครวินาที หรือประมาณ 0.35 วินาที
สำหรับคำถามที่ว่าตัวเลขที่คลาดเคลื่อน 4.8 ไมโครวินาทีนั้นส่งผลกระทบใดหรือไม่ เชอร์แมนกล่าวว่าผลกระทบขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน โดยแม้คนทั่วไปจะไม่รับรู้ถึงความคลาดเคลื่อนดังกล่าว แต่ว่าสิ่งนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงกว่าสำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ระบบโทรคมนาคม จีพีเอส และระบบอื่นๆ
เมื่อนับถึงวันอาทิตย์ (21 ธ.ค.) มีการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าหลักให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติบริเวณพื้นที่ของสถาบันฯ ในเมืองโบลเดอร์แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจประเมินและซ่อมแซมระบบเพิ่มเติม