เจนีวา, 22 ธ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศจากการปะทุของภูเขาไฟฮังกา ซึ่งประเมินผลกระทบจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลแปซิฟิกใต้ลูกนี้ในวันที่ 15 ม.ค. 2022 และพบว่าการปะทุก่อให้เกิดการระเบิดใต้น้ำครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เคยบันทึกได้
ผลการประเมินของคณะนักวิทยาศาสตร์จากกว่า 20 ประเทศ จำนวนมากกว่า 150 คน ระบุว่าการปะทุดังกล่าวได้อัดฉีดไอน้ำปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ ซึ่งเพิ่มปริมาณน้ำในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ทั่วโลกราวร้อยละ 10 และน้ำส่วนใหญ่ยังคงค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศนี้จนถึงปี 2025
แม้การปะทุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์บริเวณซีกโลกใต้ในช่วงหลายเดือนต่อมา แต่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อรูโอโซนเหนือแอนตาร์กติกาและสภาพภูมิอากาศพื้นผิวในระดับเล็กน้อย ขณะเดียวกันอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2023-2024 ไม่ได้มีสาเหตุจากการปะทุดังกล่าว
รายงานฉบับนี้ที่เผยแพร่ภายใต้โครงการกระบวนการทางชั้นบรรยากาศและบทบาทของชั้นบรรยากาศต่อสภาพภูมิอากาศ สังกัดโครงการวิจัยสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งร่วมสนับสนุนโดยองค์การฯ เสริมว่าแบบจำลองต่างๆ บ่งชี้ว่าอิทธิพลจากการเย็นตัวลงของพื้นผิวภูเขาไฟฮังกาแทบไม่แตกต่างจากการผันแปรของสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติ

(ภาพจากกระทรวงกลาโหมของนิวซีแลนด์ : สภาพเกาะหลักของตองกา หลังจากเกิดเหตุภูเขาไฟใต้ทะเลที่อยู่ใกล้เคียงปะทุรุนแรง บันทึกภาพโดยเครื่องบินโอไรออนของกองทัพอากาศนิวซีแลนด์ วันที่ 17 ม.ค. 2022)