
ปักกิ่ง, 12 พ.ค. (ซินหัว) -- กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน กำลังจะเป็นสถานที่จัดการพบปะทางการทูตที่ถูกจับตามองมากที่สุดและมีเดิมพันสูงที่สุดครั้งหนึ่งของปี 2026 เมื่อผู้นำของสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกเตรียมพบหน้ากันที่นี่ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกสมัย และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะให้การต้อนรับทรัมป์ในจีนเป็นครั้งที่ 2 นับจากการพบกันครั้งล่าสุดในจีนเมื่อเกือบหนึ่งทศวรรษก่อน
ท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและความท้าทายระดับโลกที่เผชิญร่วมกัน หลายฝ่ายต่างคาดหวังสูงว่า "สีจิ้นผิง" และ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะจัดการความแตกต่างระหว่างสองฝ่ายอย่างไร และทั้งคู่จะนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลกไปสู่ทิศทางใดบ้าง
ควบคุมเรือลำใหญ่
สีจิ้นผิงเคยกล่าวกับทรัมป์ระหว่างพบปะหารือครั้งล่าสุดที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ว่าทั้งคู่ถือเป็นผู้ควบคุมทิศทางของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งการพบปะหารือครั้งดังกล่าวที่กินเวลานานกว่า 100 นาที ถือเป็นอีกช่วงเวลาของการสื่อสารพูดคุยโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสองเพื่อพยายามนำพาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ผ่านพ้นความไม่แน่นอน โดยสีจิ้นผิงขอให้ทรัมป์ช่วยกันทำให้ "เรือลำใหญ่" ของสายสัมพันธ์ทวิภาคีล่องไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การทูตระดับประมุขของรัฐได้กำกับทิศทางของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สีจิ้นผิงได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ 5 ครั้ง เพื่อรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดในประเด็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีและประเด็นสำคัญเร่งด่วนระดับโลก
สีจิ้นผิงและทรัมป์พบกันครั้งแรกในปี 2017 ที่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐ ซึ่งกำหนดแนวทางสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเดือนเมษายน 2017 สีจิ้นผิงและเผิงลี่หยวน ผู้เป็นภริยา ได้เยือนบ้านพักมาร์อาลาโกของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา และประธานาธิบดีทั้งสองได้รับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกัน รวมถึงสีจิ้นผิงได้พบปะกับครอบครัวของทรัมป์ ซึ่งสีจิ้นผิงหยิบยกประโยคที่มักพูดถึงบ่อยระหว่างหารือความสัมพันธ์ทวิภาคีว่ามีเหตุผลนับพันที่จะทำให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำลายความสัมพันธ์ดังกล่าว
หลายเดือนต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2017 ทรัมป์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและสีจิ้นผิงให้การต้อนรับด้วยพิธีการพิเศษต่างๆ โดยผู้นำทั้งสองพร้อมภริยาของพวกเขาได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามตามแนวแกนกลางปักกิ่ง รวมถึงพระตำหนักไท่เหอเตี้ยน พระตำหนักจงเหอเตี้ยน และพระตำหนักเป่าเหอเตี้ยน ซึ่งชื่อภาษาจีนของพระตำหนักทั้งสามได้สะท้อนอุดมคติทางวัฒนธรรมจีนที่เกี่ยวกับ "ความสามัคคีปรองดอง" และสีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ว่าประวัติศาสตร์จีนมีความเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี หรือมากกว่านั้น และวัฒนธรรมจีนถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การสนทนาระหว่างดื่มชา ทรัมป์ได้เปิดวิดีโอของอาราเบลลา คุชเนอร์ หลานสาวของเขา ซึ่งร้องเพลงและท่องบทกวีคลาสสิกเป็นภาษาจีนกลางให้สีจิ้นผิงชม และสีจิ้นผิงกล่าวชื่นชมการแสดงของเด็กหญิง โดยภาพเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตจีนและกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว
ปฏิสัมพันธ์การแลกเปลี่ยนเหล่านี้ช่วยสร้างมิตรภาพอันดีระหว่างผู้นำทั้งสอง เปิดช่องทางให้เข้าใจอีกฝ่าย จัดการความแตกต่าง และป้องกันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ถลำสู่การปะทะคะคาน ซึ่งทรัมป์มักกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าเขาให้ความเคารพสีจิ้นผิงอย่างมาก โดยหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงพบปะกับคณะผู้นำสหรัฐฯ ภายใต้แนวทางดังกล่าว ตั้งแต่การประชุมสุดยอดมาร์อาลาโก การเสวนาอิ๋งไถ ณ เรือนจงหนานไห่ จนถึงบทสนทนาริมทะเลสาบซีหู ซึ่งถูกจดจำเป็นช่วงเวลาสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี
การพบปะกันระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะยังคงสืบสานธรรมเนียมการสร้างปฏิสัมพันธ์ระดับสูง โดยเดนิส ไซมอน นักวิชาการอาวุโสประจำสถาบันควินซี (Quincy Institute) มองว่านัยสำคัญที่แท้จริงของการพบปะกันครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การบรรลุข้อตกลงใหญ่โตใดๆ แต่จะเป็นบททดสอบว่าสหรัฐฯ และจีนสามารถสร้างดุลยภาพร่วมกันได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ซึ่งตรงกับ "ลี่ชุน" จุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีน สีจิ้นผิงได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์เป็นครั้งแรกของปี 2026 พร้อมใช้คำเปรียบเปรยที่นิยามการสื่อสารของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าสำหรับช่วงปีหน้านี้หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับทรัมป์เพื่อนำพาเรือลำใหญ่ของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ล่องผ่านคลื่นลมอย่างมั่นคงและบรรลุผลลัพธ์เชิงบวกที่สำคัญเพิ่มขึ้น
หลีกเลี่ยงการคาดคะเนที่ผิดพลาด
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พานพบทั้งดีและร้าย ซึ่งนักสังเกตการณ์บางส่วนกังวลว่าจีนและสหรัฐฯ อาจเดินซ้ำรอยเดิมของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เรียกว่า "กับดักของทูซิดิดีส" (Thucydides trap) แต่สีจิ้นผิงปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวและชี้ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากับดักของทูซิดิดีส แต่การคาดคะเนเชิงยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างประเทศใหญ่อาจสร้างกับดักขึ้นมาได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการคาดคะเนที่ผิดพลาดดังกล่าวเป็นพันธกิจสำคัญของจีนและสหรัฐฯ ซึ่งต้องอาศัยการหารืออย่างตรงไปตรงมาในหลายประเด็นหลัก
ประเด็นหลักแรกสุดคือปัญหาไต้หวัน สีจิ้นผิงแสดงจุดยืนพื้นฐานของจีนต่อฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจนหลายครั้ง เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันที่ 4 ก.พ. สีจิ้นผิงเน้นย้ำอีกครั้งว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญและละเอียดอ่อนมากที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พร้อมกระตุ้นเตือนฝ่ายสหรัฐฯ ดำเนินการกรณีจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวังสูงสุด
การค้าเป็นอีกประเด็นหลัก ซึ่งจีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิงได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ขั้นเด็ดขาดในยามเผชิญการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ พร้อมรักษาช่องทางการเจรจาหารือในประเด็นนี้ โดยสีจิ้นผิงส่งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ รวม 6 รอบแล้ว เพื่อพยายามลดจุดต่างอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมขยายจุดร่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศยังคงค่อนข้างมีเสถียรภาพ และทั้งสองฝ่ายจะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่ที่เกาหลีใต้ระหว่างวันที่ 12-13 พ.ค. นี้
สีจิ้นผิงเคยเน้นย้ำการใช้มุมมองที่กว้างขึ้นในการจัดการความไม่ลงรอยกันในเรื่องต่างๆ ระหว่างพบปะกับทรัมป์ที่เมืองปูซาน โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรมองภาพกว้างและไกลยิ่งขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ระยะยาวจากความร่วมมือมากกว่าการตกสู่วงจรตอบโต้กันที่เลวร้าย ซึ่งทำให้ทรัมป์กล่าวยกย่องสีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และนักเจรจาที่เก่งกาจ
สำหรับคำถามที่ว่าสีจิ้นผิงมองทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคตอย่างไร? สีจิ้นผิงเคยตั้งคำถามที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองซานฟรานซิสโกในปี 2023 ว่าเราจะเป็นคู่อริหรือหุ้นส่วนกัน โดยหากฝ่ายหนึ่งมองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งหลัก เป็นความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด และเป็นภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ สิ่งเหล่านี้รังแต่จะนำสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด การกระทำที่หลงทิศหลงทาง และผลลัพธ์ที่ไม่มีใครต้องการ
นอกจากนั้นสีจิ้นผิงสำทับว่าจีนไม่มีเจตนาจะท้าทายหรือโค่นล้มสหรัฐฯ จีนไม่เคยเดิมพันต่อต้านสหรัฐฯ ฉะนั้นสหรัฐฯ ไม่ควรเดิมพันต่อต้านจีนเช่นกัน โดยสีจิ้นผิงอาศัยประสบการณ์จากความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ มาเสนอหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เพื่อเป็นวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวไปข้างหน้าของทั้งสองประเทศ
"ปิงปองลูกเล็กเขย่าโลกใบใหญ่"
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ส่งสารแสดงความยินดีถึงงานรำลึกวาระครบรอบ 55 ปี การทูตปิงปองจีน-สหรัฐฯ ซึ่งย้อนนึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปี 1971 ที่มักถูกบรรยายว่า "ปิงปองลูกเล็กเขย่าโลกใบใหญ่" โดยปี 1971 ทีมนักปิงปองของสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นความคืบหน้าที่ละลายความเหินห่างอันยาวนานกว่าสองทศวรรษ และช่วยปูทางสู่การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1972 ของริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตอนนั้น รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปี 1979 โดยผลลัพธ์จากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังพลิกเปลี่ยนภูมิทัศน์ระดับโลกอย่างลึกซึ้ง
ห้วงเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษต่อมา สีจิ้นผิงกล่าวถึงเรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงในฐานะความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอิทธิพลอันลึกซึ้งที่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคงมีต่อโลกกว้าง
ตอนพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 สีจิ้นผิงกล่าวถึงแนวคิด "ถงฉิวก้งจี้" (ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมบนโลกใบเดียวกัน) อันได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าโลกใบนี้มีขนาดใหญ่เท่านี้และมนุษยชาติเผชิญความท้าทายร่วมกันมากมาย สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า "ลงเรือลำเดียวกันควรช่วยเหลือกัน" ดังนั้น "อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกันย่อมควรช่วยเหลือกัน"
ขณะพบปะกับสีจิ้นผิงที่เมืองปูซานเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ทรัมป์ยอมรับความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ กล่าวว่าจีนและสหรัฐฯ สามารถทำสิ่งยิ่งใหญ่ต่างๆ มากมายเพื่อโลกและประสบความสำเร็จยาวนานหลายปี
โรเบิร์ต ลอว์เรนซ์ คุห์น ประธานมูลนิธิคุห์น (Kuhn Foundation) กล่าวว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ใดสำคัญกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน-สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจการโลกมากที่สุด โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคงจะช่วยขจัดอุปสรรคต่อการพัฒนาภายในประเทศของทั้งสองประเทศ และในวงกว้างมีนัยสำคัญยิ่งยวดต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก
ช่วงเวลาปัจจุบันยิ่งเพิ่มความสำคัญของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ โดยปี 2026 จีนกำลังเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ขณะสหรัฐฯ กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ และทั้งสองประเทศจะเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองเซินเจิ้น และการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 (G20) ในเมืองไมอามี ซึ่งจะทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นศูนย์กลางของวาระสำคัญระดับสากล
นอกเหนือจากประเด็นไต้หวันและการค้า กลุ่มนักสังเกตการณ์ยังบ่งชี้ประเด็นอื่นๆ ที่ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายยังคงมีความสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปราบปรามยาเสพติด และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสีจิ้นผิงระบุว่าความร่วมมือเล็กๆ น้อยๆ จำนวนนับไม่ถ้วนนั้นมีนัยสำคัญในระยะยาว และเคยเตือนทรัมป์ว่าสำหรับจีนและสหรัฐฯ การทำสิ่งที่ดีนั้นถูกต้องเสมอ และการทำสิ่งที่ผิดนั้นเลวร้ายเสมอ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
ดังที่สีจิ้นผิงเคยกล่าวไว้หลายครั้ง จีนและสหรัฐฯ ในฐานะสองประเทศใหญ่สามารถร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบและทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและของโลกทั้งใบ