
โซล, 15 ส.ค. (ซินหัว) -- คิม จู-ยอง ผู้อำนวยการสถาบันประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกาหลี-จีน แห่งมหาวิทยาลัยวอนกวัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวในเมืองอิกซานของเกาหลีใต้ว่าความทะเยอทะยานทางทหารที่เพิ่มขึ้นของญี่ปุ่น ประกอบกับท่าทีที่คลุมเครือมากขึ้นต่ออดีตในยุคสงคราม กำลังสร้างความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับทิศทางของญี่ปุ่น โดยแม้จะเข้าสู่ปี 2026 แล้ว ญี่ปุ่นยังคงไม่สามารถก้าวพ้นจากยุคจักรวรรดินิยมได้อย่างแท้จริง
เนื่องในวาระครบรอบ 81 ปี การปลดปล่อยคาบสมุทรเกาหลีจากการปกครองแบบอาณานิคมของญี่ปุ่น คิมกล่าวว่าหลายฝ่ายควรมองการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในระยะหลังควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ในยุคสงครามที่ยังไม่ได้รับการสะสาง อาทิ การขยายขีดความสามารถทางทหาร การกระชับพันธมิตรทางทหาร ไปจนถึงการแสดงท่าทีคลุมเครือมากขึ้นต่อหลักการไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ 3 ประการที่ญี่ปุ่นยึดถือมาอย่างยาวนาน
คิมเตือนว่าความพยายามที่มุ่งลดทอนบทบาทความรับผิดชอบของญี่ปุ่นต่อการรุกรานในอดีต อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมวิจารณ์ความพยายามของกลุ่มการเมืองบางส่วนในญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ต้องการตีความประวัติศาสตร์ยุคสงครามของประเทศขึ้นใหม่ และเขามองว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิเสธประวัติศาสตร์มากกว่า
คิมกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการเรียกร้องเอกราช 1 มี.ค. บนคาบสมุทรเกาหลีเมื่อปี 1919 และเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงในจีนเมื่อปี 1937 ว่าเป็นสองเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคสงครามของญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังยกกรณีระบบทาสทางเพศของกองทัพญี่ปุ่น หรือที่รู้จักในชื่อ "หญิงบำเรอ" ว่าเป็นการละเมิดสิทธิสตรีอย่างร้ายแรง เหตุการณ์เหล่านี้ไม่อาจลบเลือนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนถ้อยคำในตำราเรียนหรือลดทอนการแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ โดยย้ำว่า "สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ผู้ที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตที่บิดเบือนไปสู่คนรุ่นหลัง"
คิมกล่าวว่าประชาชนจีนและเกาหลีใต้เคยร่วมยืนหยัดต่อต้านการรุกรานและต่อสู้เพื่อเอกราชเคียงข้างกัน โดยความเสียสละในช่วงเวลานั้นไม่ควรถูกลืมเลือนหรือบิดเบือน พร้อมระบุว่าการศึกษาวิจัยทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนระหว่างนักประวัติศาสตร์ ตลอดจนการให้ความรู้แก่สาธารณชนของทั้งสองประเทศควรดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากนี้ คิมชี้ว่าเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์คือลัทธิทหารและลัทธิจักรวรรดินิยม ไม่ใช่ประชาชนชาวญี่ปุ่นทั่วไป โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ความรุนแรงโดยรัฐซึ่งนำไปสู่การทำสงครามรุกราน ตลอดจนการที่ญี่ปุ่นยังคงไม่เต็มใจเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ดังกล่าว และเตือนว่าการหวนกลับไปสู่ลัทธิทหารจะนำมาซึ่งความไม่มั่นคงและความทุกข์ยากครั้งใหม่ ทั้งต่อญี่ปุ่นเองและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือโดยรวม คิมทิ้งท้ายว่า หนทางที่ถูกต้องสำหรับญี่ปุ่นคือการทบทวนประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง หวงแหนสันติภาพ และยึดมั่นในหนทางสู่อนาคตที่สงบสุขต่อไป