
(แฟ้มภาพซินหัว : นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงบนหาดคอตเทสโลว์ในเมืองเพิร์ธของออสเตรเลีย วันที่ 16 มี.ค. 2026)
แคนเบอร์รา, 10 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเผยแพร่ผลการศึกษาที่ตรวจสอบวิธีการของผู้สังเกตการณ์ที่เป็นและไม่ได้เป็นออทิสติกในการประเมินผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดที่เป็นและไม่ได้เป็นออทิสติกระหว่างการจำลองการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อกล่าวหาเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งพบว่าผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดที่เป็นและไม่ได้เป็นออทิสติกอาจถูกตัดสินอย่างรุนแรงมากกว่าเมื่อพฤติกรรมระหว่างการสอบสวนแตกต่างจากความคาดหวังของผู้สังเกตการณ์
ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้ประเมินผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดในด้านความน่าสงสัย ความน่าเชื่อถือ ความเป็นไปได้ในการกระทำผิด และระดับความสอดคล้องของพฤติกรรมต่อความคาดหวัง โดยคณะนักวิจัยไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าผู้มีภาวะออทิสติกมีแนวโน้มถูกตัดสินอย่างรุนแรงมากกว่าเพราะพฤติกรรม "ไม่ปกติ" อันเกี่ยวเนื่องกับภาวะออทิสติก หรือผู้คนจะตีความเจตนาของผู้ต้องสงสัยที่มีภาวะเดียวกันได้ดีกว่า
คณะนักวิจัยระบุว่าการค้นพบนี้บ่งชี้ว่าระดับความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยกับความคาดหวังว่าผู้ต้องสงสัยควรมีพฤติกรรมอย่างไรอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสิน ไม่ว่าบุคคลนั้นมีภาวะออทิสติกหรือไม่ รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลในการระมัดระวังการตั้งสมมติฐานหรือการด่วนสรุปความผิดโดยอ้างอิงรูปแบบการสื่อสารของผู้ต้องสงสัย ตลอดจนการตีความการตอบสนอง เจตนา และแรงจูงใจของผู้ต้องสงสัย
ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ว่าผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดบางส่วนที่เป็นออทิสติกอาจเผชิญความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือเป็นพิเศษในการสอบสวนหรือการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดที่ไม่ได้เป็นออทิสติกบางส่วนด้วยเช่นกัน