
(แฟ้มภาพซินหัว : คนขับเติมน้ำมันรถบรรทุกที่สถานบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ วันที่ 16 ก.ค. 2026)
นิวยอร์ก, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- มหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลประมาณการแบบเรียลไทม์ที่ระบุว่าสงครามอิหร่านส่งผลให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางพลังงานเพิ่มขึ้นราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.29 ล้านล้านบาท) เมื่อนับถึงวันจันทร์ (7 ก.ย.) โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.9 ล้านบาท) ทุก 2 นาที
ระบบติดตามต้นทุนทางพลังงานจากสงครามอิหร่านของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ครัวเรือนชาวอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มโดยเฉลี่ยมากกว่า 760 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,000 บาท) นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นวันที่ 28 ก.พ. 2026
ด้านสมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานว่าราคาน้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 5.90 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 194 บาท) ต่อแกลลอนเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) ซึ่งสูงกว่าสถิติ 5.85 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 192 บาท) เมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ที่ผ่านมา
รัฐเท็กซัสได้รับผลกระทบนี้หนักที่สุด ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.62 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นมา ตามด้วยรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐฟลอริดา ซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.63 แสนล้านบาท) และ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.65 แสนล้านบาท)
ทั้งนี้ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มองว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงขึ้นเป็นนานกว่าที่เคยคาดไว้ตอนสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นมา โดยต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันหลายรายการสูงขึ้น และบางธุรกิจได้ผลักภาระต้นทุนเหล่านี้ไปให้ผู้บริโภคในรูปของค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมแล้ว