ซิดนีย์, 11 พ.ค. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (11 พ.ค.) มหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลียรายงานผลการศึกษาใหม่ที่ระบุว่าน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกที่ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2015 มีสาเหตุจาก "การเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นทอดๆ" ซึ่งอาจเร่งภาวะโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ผลการศึกษานี้ที่เผยแพร่ผ่านวารสารไซเอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) ระบุ "สามปัจจัยร้าย" (triple whammy) ที่ทำให้กระบวนการทางสภาพภูมิอากาศต่างๆ ผลักดันมหาสมุทรใต้ (Southern Ocean) เข้าสู่สภาวะใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดการลดลงอย่างฉับพลันและรุนแรงของน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกาตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา
อดิตยา นารายานัน นักวิจัยรับเชิญที่มหาวิทยาลัยฯ และผู้เขียนหลักของผลการศึกษา กล่าวว่าก๊าซเรือนกระจกและการลดลงของโอโซนส่งผลให้กระแสลมในแอนตาร์กติกมีกำลังแรงขึ้น ซึ่งดึงเอามวลน้ำอุ่นที่มีความเค็มจัดขึ้นสู่ผิวน้ำและปลดปล่อยความร้อนออกมา กลายเป็นวงจรป้อนกลับที่ทำให้น้ำแข็งในทะเลอยู่ในสภาวะต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยปัจจุบันแอนตาร์กติกาอาจกำลังเปลี่ยนสถานะจากที่เป็นปราการต้านทานภาวะโลกร้อนกลายเป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อน
นารายานันระบุว่าน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกช่วยขับเคลื่อนการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรบนโลกด้วยการเคลื่อนย้ายน้ำอุ่นที่ผิวน้ำไปยังขั้วโลกและจมมวลน้ำเย็นที่มีความหนาแน่นสูงที่ควบคุมภูมิอากาศของโลก โดยน้ำแข็งในทะเลช่วยค้ำจุนระบบนิเวศที่มีผลิตภาพสูง ตั้งแต่สาหร่ายจนถึงเคย วาฬ และเพนกวิน
ปรากฏการณ์นี้เริ่มจากการสะสมความร้อนอย่างช้าๆ ในทะเลลึกใต้แผ่นน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติก ก่อนจะเกิดการผสมผสานของมวลน้ำอย่างรุนแรง และกลายเป็นวงจรป้อนกลับที่เลวร้าย ที่ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทำให้น้ำแข็งไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกต่อไป
เดิมทีมหาสมุทรใต้มีการแบ่งชั้นอย่างชัดเจน โดยมวลน้ำเย็นที่มีความเค็มต่ำจะลอยอยู่เหนือมวลน้ำอุ่นที่เค็มกว่า ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "ฝาปิด" กักเก็บความร้อนไว้ที่ก้นมหาสมุทร ทว่าปัจจุบันปราการธรรมชาตินี้ได้อ่อนกำลังลงแล้ว
ทีมนักวิจัยศึกษาข้อมูลและสร้างแบบจำลองจนค้นพบว่ามวลน้ำอุ่นจาก "น้ำลึกรอบขั้วโลก" (Circumpolar Deep Water) กำลังลอยตัวสูงขึ้นใกล้ผิวน้ำมากขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งในทะเลละลายและทำลายเสถียรภาพของระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรของโลก ทำให้โลกอุ่นร้อนเร็วกว่าที่คาดไว้มาก

(แฟ้มภาพซินหัว : ช่องแคบเลอแมร์ในแอนตาร์กติกา วันที่ 12 ธ.ค. 2025)