
แคนเบอร์รา, 28 เม.ย. (ซินหัว) -- วันอังคาร (28 เม.ย.) มหาวิทยาลัยแอดิเลดของออสเตรเลียพบการฟื้นตัวของประชากรวาฬหัวคันศร (Bowhead whale) เฉพาะในกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำแข็งทะเลอันตราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติช่วยจำกัดการล่าวาฬอย่างหนักในช่วงหลายศตวรรษก่อน โดยวิเคราะห์บันทึกประวัติศาสตร์จากการล่องเรือล่าวาฬกว่า 700 เที่ยว เพื่อจำลองตำแหน่งการเดินเรือในแต่ละวันและสถิติการล่าที่ประสบความสำเร็จทั่วภูมิภาคอาร์กติก
ผลการศึกษาพบว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 การล่าวาฬได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วภูมิภาคอาร์กติก จนเข้าถึงถิ่นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ของวาฬหัวคันศร เหลือเพียงพื้นที่ที่มีน้ำแข็งทะเลอันตราย แนวกั้นน้ำแข็งเหล่านี้ช่วยชะลอไม่ให้นักล่าเข้าถึงแหล่งวาฬที่ทำกำไรมหาศาลบางแห่งได้ พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นเขตอนุรักษ์ทางธรรมชาติที่สำคัญสำหรับวาฬกลุ่มนี้
ศาสตราจารย์เดเมียน ฟอร์ดแฮม จากสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยแอดิเลด กล่าวว่าประชากรวาฬหัวคันศรซึ่งมีบรรพบุรุษเคยหลบภัยอยู่หลังแนวกั้นน้ำแข็งทะเลอันตราย กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วขึ้นในปัจจุบัน
เหล่านักวิจัยระบุว่า วาฬหัวคันศรเคยถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาไขมันวาฬ (blubber) ซึ่งใช้ผลิตน้ำมันสำหรับตะเกียงและเครื่องจักร โดยอุตสาหกรรมการล่าได้แพร่กระจายไปทั่วหลังจากเหล่านักล่าจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภูมิภาคอาร์กติกในช่วงศตวรรษที่ 17 ก่อนที่การล่าเพื่อการพาณิชย์จะยุติลงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
นิโคลัส เฟรย์มูลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด กล่าวว่าผลกำไรที่ได้จากการล่าวาฬนั้นต้องแลกมาด้วยจำนวนประชากรของวาฬหัวคันศรที่ลดฮวบลง ท่ามกลางการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มสูงขึ้น
เฟรย์มูลเลอร์กล่าวว่าปัจจุบันมีประชากรวาฬหัวคันศรเพียง 2 ใน 4 กลุ่มเท่านั้นที่กำลังฟื้นตัว อาทิ กลุ่มที่อาศัยอยู่นอกชายฝั่งอลาสก้าและกรีนแลนด์ตะวันตก พร้อมเสริมว่าประชากรบริเวณกรีนแลนด์ตะวันออกและทะเลโอค็อตสค์ (Sea of Okhotsk) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหล่านักล่าเข้าถึงได้ง่ายในอดีต ยังคงมีจำนวนน้อยและยังไม่ฟื้นตัว
อนึ่ง ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารโพรซีดดิงส์ ออฟ เดอะ เนชันนัล อะคาเดมี ออฟ ไซแอนเซส (Proceedings of the National Academy of Sciences)