
(แฟ้มภาพซินหัว : ภูเขาน้ำแข็งใกล้ชายฝั่งเกาะสเปิร์ตในทวีปแอนตาร์กติกา วันที่ 16 ธ.ค. 2025)
ปักกิ่ง, 10 ม.ค. (ซินหัว) -- วารสารความก้าวหน้าด้านบรรยากาศศาสตร์ (Advances in Atmospheric Sciences) เผยแพร่ผลการศึกษาระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่ามหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนในปี 2025 มากกว่าปีอื่นๆ นับตั้งแต่เริ่มต้นบันทึกสถิติในยุคสมัยใหม่ โดยความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นในปี 2025 เทียบเท่ากับ 23 เซตตา จูลส์ (Zetta Joules) หรือการใช้พลังงานทั่วโลกนาน 37 ปี เมื่อนับถึงปี 2023
การค้นพบนี้เกิดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์กว่า 50 คนจากสถาบันวิจัย 31 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากศูนย์วิจัยระดับนานาชาติและกลุ่มวิจัยอิสระชั้นนำในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา นำสู่ข้อสรุปว่าความร้อนในมหาสมุทรชั้นบนที่มีความลึก 2,000 เมตร พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ซึ่งตอกย้ำแนวโน้มความร้อนในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน
ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทั่วโลก โดยปี 2025 พื้นที่ราวร้อยละ 16 ของมหาสมุทรทั่วโลกมีความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะอีกร้อยละ 33 มีความร้อนติดสามอันดับแรกเท่าที่เคยบันทึกมา โดยพื้นที่เขตร้อนและตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรใต้ มีความร้อนในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด
แม้ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรชั้นลึกจะสร้างสถิติใหม่ แต่อุณหภูมิพื้นผิวกลับมีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวน้ำทะเลทั่วโลกในปี 2025 สูงสุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งยังคงสูงกว่าค่าฐานอ้างอิงราว 0.5 องศาเซลเซียส และต่ำกว่าจุดสูงสุดที่เคยบันทึกได้ในปี 2023 และ 2024 เพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ดี อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ส่งผลกระทบในโลกความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดการระเหยของน้ำและฝนตกหนักกว่าปกติมากขึ้น มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วในปี 2025 เช่น น้ำท่วมรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก และความแห้งแล้งในตะวันออกกลาง
ผลการศึกษาเตือนว่าความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลกระทบร้ายแรง มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นผ่านการขยายตัวทางความร้อนของมวลน้ำ ทำให้คลื่นความร้อนในทะเลรุนแรงและยืดเยื้อยิ่งขึ้น เพิ่มความร้อนและความชื้นเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจทำให้พายุและปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอื่นๆ รุนแรงยิ่งขึ้น
คณะนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าตราบใดที่โลกยังคงสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่อง ความร้อนในมหาสมุทรจะยังคงพุ่งสูงทำลายสถิติต่อไป