
(แฟ้มภาพซินหัว : คนชำระเงินค่าโดยสารแบบไร้สัมผัสด้วยบัตรวีซ่าที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 13 ก.ย. 2024)
ปักกิ่ง, 14 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) หรือธนาคารกลางของจีนประกาศการอนุมัติคำขอจัดตั้งสถาบันหักบัญชีบัตรธนาคารในจีนจากบริษัท วีซ่า อินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี (ปักกิ่ง) จำกัด ในเครือวีซ่า (Visa) ผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนการเปิดกว้างภาคการเงินของจีน
รายงานระบุว่า วีซ่า อินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี (ปักกิ่ง) ต้องเตรียมความพร้อมให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปี เพื่อยื่นคำขอดำเนินงานอย่างเป็นทางการ และจะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหักบัญชีบัตรธนาคารหลังจากธนาคารประชาชนจีนและสำนักบริหารการกำกับดูแลการเงินแห่งชาติจีนอนุมัติคำขอดังกล่าวร่วมกันแล้ว
โจวเจิน รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการเงินของมหาวิทยาลัยชิงหัว มองว่ากรณีจีนอนุมัติคำขอเตรียมความพร้อมของวีซ่าถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการเชิงบวกในการเปิดกว้างภาคการเงินของจีน โดยสถาบันหักบัญชีบัตรธนาคารมีบทบาทพื้นฐานในระบบชำระเงินเพราะเชื่อมโยงผู้ออกบัตรและผู้ให้บริการชำระเงิน รวมถึงขยายเครือข่ายชำระเงินสู่ผู้ถือบัตรและร้านค้า
ทั้งนี้ บัตรธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดที่ได้รับความนิยมในระดับโลก โดยจำนวนบัตรธนาคารที่หมุนเวียนอยู่ภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกสูงเกิน 1.9 หมื่นล้านใบ เมื่อนับถึงสิ้นปี 2025
ไรอัน แมคอิเนอร์นีย์ ซีอีโอของวีซ่า กล่าวว่าการอนุมัติคำขอเตรียมความพร้อมนี้เป็นก้าวสำคัญของวีซ่า หลังจากมีส่วนร่วมสร้างภูมิทัศน์การชำระเงินของจีนตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา โดยจีนเป็นหนึ่งในตลาดชำระเงินที่มีพลวัตและความก้าวหน้าสูงสุดของโลก เพราะมีระบบนิเวศนวัตกรรมขั้นสูงและความมุ่งมั่นเปิดเสรีภาคการเงินอย่างต่อเนื่อง
หากได้รับอนุมัติให้ดำเนินงานอย่างเป็นทางการตามกฎระเบียบปัจจุบันแล้ว วีซ่าจะสามารถให้บริการหักบัญชีและออกบัตรธนาคารสกุลเงินเหรินหมินปี้ (RMB) หรือสกุลเงินหยวนของจีน โดยปัจจุบันวีซ่าได้รับอนุญาตให้ให้บริการดังกล่าวในจีนเฉพาะสกุลเงินต่างประเทศเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express) ได้รับอนุมัติจัดตั้งสถาบันหักบัญชีบัตรธนาคารในจีนเมื่อปี 2018 ผ่านกิจการร่วมค้าอย่างบริษัท เอ็กซ์เพรส (หางโจว) เทคโนโลยี เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเปิดทำการในปี 2020 และกลายเป็นสถาบันหักบัญชีบัตรธนาคารที่ใช้เงินทุนจากต่างประเทศแห่งแรกของจีน ส่วนมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) ได้รับอนุมัติเดียวกันในปี 2020 และเริ่มต้นดำเนินงานในปี 2024