
กัวลาลัมเปอร์, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- กลุ่มนักวิเคราะห์เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของมาเลเซียเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้น ขณะบรรดานักพัฒนาศูนย์ข้อมูลได้เปลี่ยนผ่านจากระยะประกาศโครงการใหม่เป็นระยะทดสอบระบบและเปิดทำการศูนย์ข้อมูล โดยมีรัฐยะโฮร์เป็นศูนย์กลาง
รายงานจากบีไอเอ็มบี ซีคิวริตีส์ (BIMB Securities) ระบุว่าตลาดมาเลเซียกำลังเข้าสู่ระยะใหม่หลังจากการจัดซื้อที่ดิน การประกาศแผนลงทุน และกิจกรรมการก่อสร้างได้ขับเคลื่อนการเติบโตช่วงเริ่มต้น โดยการเติบโตในระยะใหม่จะอาศัยการทดสอบระบบ การจ่ายกระแสไฟฟ้า และการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง
รัฐยะโฮร์ยังคงเป็นศูนย์กลางของการเติบโตด้านศูนย์ข้อมูลในมาเลเซีย ซึ่งได้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งใกล้สิงคโปร์ ความพร้อมของที่ดินที่รองรับการขยายขนาด และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่ขยายตัว ทว่าการเติบโตในอนาคตจะพึ่งพาการลงทุนใหม่น้อยลง แต่เน้นการปรับเปลี่ยนสัญญาที่มีอยู่เดิมเป็นการดำเนินงานที่สร้างรายได้มากขึ้น
ความพร้อมของพลังงานไฟฟ้ายังคงเป็นข้อจำกัดหลัก ส่วนความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำกลายเป็นข้อพิจารณาสำคัญมากขึ้นในการอนุมัติโครงการ โดยกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ข้อกำหนดการใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นระเบียบยิ่งขึ้น อาจลดการลงทุนเพื่อกำไรระยะสั้นและยืดกรอบเวลาการพัฒนา
นอกจากนั้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเพิ่มแรงกดดันยิ่งขึ้น ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในระยะยาวและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ รายงานจากคัชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (Cushman & Wakefield) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่ากำลังทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปิดทำการในรัฐยะโฮร์ ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปี 2026 สูงถึง 1,110 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 602 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างวางแผนอีก 2,486 เมกะวัตต์