
(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายบนโทรศัพท์มือถือแสดงยอดหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 19 ส.ค. 2026)
วอชิงตัน, 20 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.31 พันล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลที่ถือโดยภาคเอกชนและสาธารณะ 32.266 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.06 พันล้านล้านบาท) และหนี้ระหว่างหน่วยงานรัฐบาล 7.781 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 255 ล้านบาท) ซึ่งการที่ยอดหนี้แตะระดับดังกล่าวเร็วกว่าที่คาดไว้หลายเดือนสะท้อนว่ารัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ นำสู่การขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีและทำให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
รัฐบาลกลางทุ่มงบประมาณหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ก่อนดำเนินนโยบายลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม ส่งผลให้หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สร้างความกังวลในตลาดตราสารหนี้และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดหนี้สหรัฐฯ ขยายตัวมากขึ้นอีกด้วย
รายงานประจำเดือนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ายอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางอยู่ที่ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 44.84 ล้านล้านบาท) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 (เริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2025) โดยมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิ 8.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.14 ล้านล้านบาท) สูงกว่ารายจ่ายด้านกลาโหมซึ่งอยู่ที่ 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23.4 ล้านล้านบาท) และเป็นรองเพียงรายจ่ายด้านประกันสังคมที่ 1.244 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 40.82 ล้านล้านบาท)
หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 984 ล้านล้านบาท) ในเดือนมกราคม 2022 ก่อนเพิ่มอยู่ที่กว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.27 พันล้านล้านบาท) ในเดือนมีนาคม 2026 และแตะระดับ 39.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.3 พันล้านล้านบาท) ในเดือนกรกฎาคม 2026
เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) มายา แมคกินนีส ประธานคณะกรรมการเพื่องบประมาณแผ่นดินที่รับผิดชอบ (CRFB) กล่าวว่าหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในบัญชีของรัฐบาล แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและท้ายที่สุดย่อมตกเป็นภาระของประชาชน ยิ่งเรากู้ยืมมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจด้านอื่นๆ และทำให้สหรัฐฯ มีความเปราะบางมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับเหตุฉุกเฉินภายในประเทศหรือความผันผวนในต่างประเทศ
ด้านคุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวถึงยอดหนี้ที่พุ่งแตะระดับน่ากังวลนี้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการบริหารการคลังที่ผิดพลาดในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยรัฐบาลทรัมป์มุ่งลดการใช้งบประมาณอย่างไม่จำเป็น การทุจริต และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลางในทางมิชอบ ควบคู่กับการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีของสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในทิศทางที่เหมาะสมอีกครั้ง