
(แฟ้มภาพซินหัว : ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ วันที่ 7 มิ.ย. 2026)
วอชิงตัน, 5 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (4 ส.ค.) ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศธาด (THAAD) เกือบร้อยละ 80 แล้วในระหว่างสงครามกับอิหร่าน หรือคิดเป็นเกือบ 4 ใน 5 ของจำนวนที่มีอยู่ก่อนเกิดสงคราม และใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบแพทริออต (Patriot) ราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่กลุ่มผู้บัญชาการทหารเตือนว่าคลังขีปนาวุธของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เหลือน้อยจนน่ากังวล
ประเด็นปัญหาคลังขีปนาวุธถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะตัดสินใจยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านระลอกใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ใช้ระบบอาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูงไปเกือบทั้งหมดแล้วในช่วงความขัดแย้ง
กระทรวงฯ อัปเดตข้อมูลความสูญเสียของกำลังพลจากปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศเมื่อวันอังคาร (4 ส.ค.) โดยระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ซึ่งทำเนียบขาวกำหนดให้เป็นวันเริ่มต้นของการสู้รบรอบใหม่กับอิหร่าน มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บ 270 นาย
ข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่าทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 14 นาย และบาดเจ็บ 417 นาย ระหว่างปฏิบัติการ "โอเปอเรชัน อิปิก ฟิวรี" (Operation Epic Fury) ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บล่าสุดจากสงครามกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 687 นาย