
(แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 15 เม.ย. 2026)
นิวยอร์ก, 24 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เผยว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 10-12.5 กับสินค้านำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ปี 1974 แทนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราร้อยละ 10 ที่หมดอายุตอน 00.01 น. ของวันศุกร์ (24 ก.ค.) โดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หันมาใช้มาตรการภาษีชั่วคราวเหล่านี้หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีส่วนใหญ่ของทรัมป์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
สำนักงานฯ ชี้แจงว่าการเรียกเก็บภาษีครั้งล่าสุดอ้างอิงจากมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่ารัฐบาลทรัมป์อาศัยกลไกทางกฎหมายที่มั่นคงมากกว่าด้วยการใช้มาตรา 301 ซึ่งเปิดทางให้ทรัมป์สามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าและใช้มาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ต่อประเทศที่ถูกพิจารณาว่ามีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ไม่สมเหตุสมผล และเลือกปฏิบัติ
เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่าสหรัฐฯ มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษ และถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ควรทำเช่นเดียวกัน การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขสิ่งที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปรับปรุงสวัสดิภาพของแรงงานทั่วโลก
สำนักงานฯ กำหนดให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 10 กับเขตเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตบาโก และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะบังคับใช้มาตรการห้ามดังกล่าวผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือได้บังคับใช้มาตรการบางส่วนเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ผลิตจากแรงงานบังคับ
อัตราภาษีผันแปรร้อยละ 10 หรือร้อยละ 12.5 หลังหักอัตราภาษีประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) จะบังคับใช้กับสินค้าบางรายการจากสหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้ยกเว้นไว้เป็นอื่น ขณะเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกไต่สวนจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5
รัฐบาลทรัมป์ยังให้ข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอุปทานภายในประเทศหรือการหยุดชะงักของเศรษฐกิจในวงกว้าง และสินค้าที่ไม่สามารถปลูกหรือผลิตในสหรัฐฯ ได้ในปริมาณที่เพียงพอหรือในราคาที่เหมาะสม
อนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม สำนักงานฯ ได้เริ่มการสอบสวนเพื่อตรวจสอบว่าประเทศ 16 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 70 ของการนำเข้าของสหรัฐฯ ผลิตสินค้าเกินความต้องการตลาดโลกหรือไม่ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดโลกลดลง และทำให้บริษัทของสหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขัน