
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนคลายร้อนที่ชายหาดริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเกิดคลื่นความร้อนในเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ วันที่ 6 ก.ค. 2026)
บรัสเซลส์, 9 ก.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) สำนักงานบริการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ของสหภาพยุโรป รายงานว่าเดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของยุโรปตะวันตก และเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนเป็นอันดับสองของโลก โดยยุโรปตะวันตกเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในช่วงเดือนดังกล่าว มีอุณหภูมิเฉลี่ย 20.74 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงปี 1991-2020 มากกว่า 3 องศาเซลเซียส และสูงกว่าสถิติเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน 2025
รายงานระบุว่าคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วยุโรปในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากคลื่นความร้อนรุนแรงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่อมามีคลื่นความร้อนอีกระลอกเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดทั้งรายเดือนและตลอดกาลในหลายประเทศของยุโรป อีกทั้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อน ตอกย้ำถึงเหตุการณ์สภาพอากาศร้อนจัดที่มีความถี่และรุนแรงขึ้นในยุโรปและทั่วโลก
ทั่วโลกมีอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยบริเวณพื้นผิวโลกในเดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ 16.54 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนมิถุนายนในช่วงปี 1991-2020 อยู่ 0.56 องศาเซลเซียส และเป็นรองเพียงเดือนมิถุนายน 2024 ส่งผลให้เดือนดังกล่าวเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกในพื้นที่ระหว่างละติจูด 60 องศาใต้ถึง 60 องศาเหนือ อยู่ที่ 20.86 องศาเซลเซียสในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกได้สำหรับเดือนนี้ โดยสูงกว่าสถิติเดิมของเดือนมิถุนายนในปี 2024 อยู่ 0.01 องศาเซลเซียส ส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) รุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร
ซาแมนธา เบอร์เจส หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป กล่าวว่าเดือนมิถุนายน 2026 เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนถึงการสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่องในระบบภูมิอากาศ โดยอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ในยุโรปตะวันตกและอุณหภูมิมหาสมุทรที่ยังอยู่ในระดับสูงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์คลื่นความร้อนและทำให้มหาสมุทรอุ่นขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน ระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐาน