
(แฟ้มภาพซินหัว : คนซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ วันที่ 15 พ.ค. 2024)
วอชิงตัน, 13 ก.ย. (ซินหัว) -- รายงานจากบัดเจ็ต แล็บ (Budget Lab) ห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐฯ ประเมินว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ กำลังลดกำลังซื้อของครัวเรือน และจะผลักชาวอเมริกันหลายแสนคนเข้าสู่ความยากจน
รายงานระบุว่ามาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในปี 2025 ของสหรัฐฯ จะเพิ่มจำนวนชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างใต้เส้นแบ่งความยากจนราว 6.58-8.75 แสนคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 0.2-0.3 ของประชากรสหรัฐฯ โดยขึ้นอยู่กับมาตรการความยากจนที่ใช้วัด
สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ กำหนดมาตรการชี้วัดความยากจน 2 แบบ ได้แก่ มาตรการวัดความยากจนอย่างเป็นทางการ (OPM) ที่ใช้มานาน ซึ่งเปรียบเทียบรายได้เงินสดกับหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงดัชนีเงินเฟ้อ และมาตรการวัดความยากจนเพิ่มเติม (SPM) ที่พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรครัวเรือนและค่าครองชีพ
การจัดเก็บภาษีศุลกากรทำให้ราคาในเศรษฐกิจสูงขึ้นหรือกดทับรายได้ที่เป็นตัวเงิน กัดกร่อนสิ่งที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "รายได้ครัวเรือนที่แท้จริง" เนื่องจากเป็นภาระที่กระจายตัวอย่างไม่เท่ากัน เพราะแต่ละครอบครัวมีรายจ่ายแตกต่างกันตามระดับรายได้
นอกจากนั้นด้วยเหตุที่ความยากจนคำนวณโดยการเปรียบเทียบรายได้ครัวเรือนกับหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงดัชนีเงินเฟ้อ ราคาที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากภาษีศุลกากรจึงผลักดันหลักเกณฑ์เหล่านั้นให้สูงขึ้นอีกโดยที่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายครอบครัวถูกจัดอยู่ในกลุ่มยากจนเพิ่มขึ้น
ผลการวิจัยนี้ชี้ว่าการปรับขึ้นราคาอันเป็นผลภาษีศุลกากรไม่เพียงเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังทำให้สถานการณ์ความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งซ้ำเติมความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างไม่เท่าเทียมกันจากนโยบายการค้าอีกด้วย
คณะนักวิจัยประจำบัดเจ็ต แล็บ ประเมินว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 18 ซึ่งถือเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1933