
กรุงเทพฯ, 7 เม.ย. (ซินหัว) -- ยานยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจในไทยแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งรวดเร็วจนทำให้ผู้บริโภคหันมองหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม โดยความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับกระแสการเดินทางสีเขียว ดังที่เห็นได้จากยานยนต์รุ่นใหม่ที่นำมาจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดยเฉพาะการหันไปใช้ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งมีกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีนครองตำแหน่งผู้นำ
จาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานมอเตอร์โชว์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่าการพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และความหลากหลายของความต้องการในตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมเสริมว่าการบุกตลาดในไทยของกลุ่มแบรนด์ยานยนต์จีน บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่และผู้ผลิตหน้าใหม่จากจีนได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยที่เข้าถึงได้ง่ายหลากหลายประเภท จนสามารถชิงความสนใจและครองส่วนแบ่งยอดจองจากผู้บริโภคไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลจากผู้จัดงานเผยว่างานมอเตอร์โชว์ปี 2026 ซึ่งปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์ (5 เม.ย.) ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมเกือบ 1.8 ล้านคน และมียอดจองรถแตะ 132,951 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.8 เมื่อเทียบกับปี 2025
รายงานระบุว่าบีวายดี (BYD) ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน คว้ายอดจองสูงสุดตลอด 12 วันในงานมอเตอร์โชว์ ขณะที่โตโยต้า (Toyota) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่นตามมาเป็นอันดับสอง ส่วนที่เหลือของท็อป 5 ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแบรนด์จีน อาทิ โอโมดา แอนด์ เจคู (Omoda & Jaecoo) เอ็มจี (MG) ของเอสเอไอซี (SAIC) รวมถึงดีพอล (Deepal) และเนโว่ (Nevo) ของฉางอัน (Changan) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นเคยครองตลาดอย่างเหนียวแน่นมานานหลายทศวรรษ
การตัดสินใจของผู้บริโภคในงานปีนี้ยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวิกฤตพลังงานที่กำลังก่อตัว หลังจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ทางทะเลทั่วโลก จนทำให้ราคาน้ำมันค้าปลีกในท้องถิ่นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ผลกระทบทางการเงินจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมัน กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ยิ่งทำให้มีจำนวนการขอข้อมูลและจองยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก
การเข้ามาของยานยนต์จีนที่มีระยะการขับขี่ไกลและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีส่วนช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ในกลุ่มผู้เดินทางในเมืองที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สำหรับกาญจน์สิตา รถทอง เจ้าของธุรกิจส่วนตัววัย 33 ปี กล่าวว่าราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นล่าสุดทำให้เธอตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าที่เคยวางแผนไว้ ครอบครัวของเธอมีภาระค่าน้ำมันรถเอสยูวี (SUV) เครื่องยนต์สันดาปที่สูงกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเธอมองว่าเป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วงมาก
กาญจน์สิตาตั้งเป้าจะซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับใช้งานในเมือง มีการรับประกันแบตเตอรี่ครบถ้วน และสามารถวิ่งได้จริงไม่น้อยกว่า 500 กิโลเมตร เธอรู้สึกมั่นใจในพัฒนาการที่รวดเร็วของผู้ผลิตรถยนต์จีนซึ่งมีนวัตกรรมและการพัฒนาเข้มข้น และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังระบุว่ายานยนต์จากจีนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับครอบครัวที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ กลุ่มประชากรที่หลากหลายต่างมีมุมมองสอดคล้องกันว่ายานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ได้เปลี่ยนผ่านจากเดิมที่อยู่ในระยะทดลอง สู่การเป็นมาตรฐานการเดินทางอย่างเต็มตัว โดยไทยตั้งเป้าเปลี่ยนการผลิตรถยนต์ประจำปีอย่างน้อยร้อยละ 30 ให้เป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่การคมนาคมที่ยั่งยืน ภายใต้แผนการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่ายอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่บริสุทธิ์ในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 81.36 เป็น 121,027 คัน ในปี 2025 ครองสัดส่วนเกือบร้อยละ 20 ของยอดส่งมอบยานยนต์ทั้งหมด
ด้านสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เผยว่ากระแสตอบรับจากผู้บริโภค แนวโน้มตลาด และยอดการจองในปัจจุบันเผยให้เห็นว่าประชาชนเปิดรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพียงการจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยแนวทางที่เป็นระบบและครอบคลุม ทั้งการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายโอนเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายการชาร์จ ระบบข้อมูลรวมศูนย์ และมาตรการจูงใจจากรัฐบาลล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ลดข้อกังวลในการใช้งานจริง และรับรองการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน