
(ภาพจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย : เหตุไฟป่าในออสเตรเลีย วันที่ 1 ก.ค. 2022)
ซิดนีย์, 29 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (28 ต.ค.) การศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลียเผยว่าเหตุไฟป่ารุนแรงที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค อาทิ ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย และยุโรปตอนใต้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ เนื่องจากควันจากไฟป่าครั้งใหญ่สามารถลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงสุดร้อยละ 70 ในรัศมีราว 50 กิโลเมตรจากจุดที่เกิดไฟป่า และสูงสุดร้อยละ 30 ในพื้นที่ห่างออกไปกว่า 150 กิโลเมตร
ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลสภาพอากาศในอดีตและข้อมูลดาวเทียมสร้างแบบจำลองว่าควันและอนุภาคในอากาศส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และอุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์อย่างไร ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่สองครั้งในออสเตรเลีย
นักวิจัยระบุว่าควันและอนุภาคในอากาศไปลดปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องถึงแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าลดลง โดยในช่วงไฟป่า "แบล็ก ซัมเมอร์" (Black Summer) ซึ่งเป็นไฟป่าครั้งรุนแรงในออสเตรเลียเมื่อปี 2019-2020 พบว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าลดลงถึงร้อยละ 70 หลายวันติดต่อกันภายในรัศมี 50 กิโลเมตรจากจุดเกิดไฟป่า และลดลงสูงสุดร้อยละ 30 ในพื้นที่ห่างออกไปมากกว่า 150 กิโลเมตร เนื่องจากกระแสลมพัดพาควันไฟเข้าไปในผืนแผ่นดินตอนใน
ส่วนตอนเกิดเหตุการณ์ไฟป่า "แบล็ก แซเทอร์เดย์" (Black Saturday) ในรัฐวิกตอเรียเมื่อปี 2009 ปริมาณการผลิตไฟฟ้าลดลงร้อยละ 18 ในบริเวณใกล้จุดที่เกิดไฟป่า และลดลงสูงสุดร้อยละ 10 ในพื้นที่ห่างออกไป
งานวิจัยเสนอให้บูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับไฟป่า รูปแบบกระแสลม และแบบจำลองทิศทางการเคลื่อนตัวของควัน เพื่อช่วยคาดการณ์ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใดบ้างที่อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการตรวจสอบ กำหนดเวลาทำความสะอาด หรือปรับตำแหน่งของแผงโซลาร์เซลล์ได้ก่อนที่ควันจะมาถึง