
(แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีในเมืองนิวยอร์กของสหร้ฐฯ วันที่ 15 เม.ย. 2026)
กรุงเทพฯ, 13 ต.ค. (ซินหัว) -- วันอังคาร (13 ต.ค.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็นร้อยละ 3.1 ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์จากการคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม เนื่องจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวช่วยชดเชยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
กองทุนฯ คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.5 ในปี 2025 อยู่ที่ร้อยละ 3.1 ในปี 2026 ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับร้อยละ 3.4 ในปี 2027 โดยตัวเลขคาดการณ์สำหรับปี 2027 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม และสูงกว่าการคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายนอยู่ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มกระจุกตัวมากขึ้น ปัจจุบันมีเขตเศรษฐกิจเพียง 32 แห่งที่ครองส่วนแบ่งร้อยละ 95 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งลดลงจากเขตเศรษฐกิจ 54 แห่งในเดือนเมษายน ขณะที่ราวร้อยละ 47 ของเขตเศรษฐกิจถูกปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตลงด้วย
เขตเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดมีความเปราะบางทางพลังงานในระดับจำกัดและความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานฮาร์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ลึกซึ้ง ส่วนเขตเศรษฐกิจที่ต้องนำเข้าพลังงานและมีความเชื่อมโยงกับวงจรเทคโนโลยีน้อย ซึ่งรวมถึงประเทศรายได้ต่ำ เผชิญผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ค่าเงินอ่อนตัว และรายได้ที่แท้จริงลดลง
ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งต้นของกองทุนฯ ใช้สมมติฐานช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเดือนมีนาคม 2027 และเงื่อนไขต่างๆ กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในเดือนตุลาคม 2027 โดยกองทุนฯ ประเมินว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2026 กองทุนฯ เตือนว่าปริมาณน้ำมันคงคลังกำลังลดลงจนเข้าสู่ระดับวิกฤต ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันมีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 95.74 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,200 บาท) ต่อบาร์เรลในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 41 จากปี 2025 และจะอยู่ที่ 87.39 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,900 บาท) ในปี 2027
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากร้อยละ 4.1 ในปี 2025 เป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2026 ก่อนจะลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ในปี 2027 โดยกองทุนฯ ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์สำหรับปี 2026 และ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์สำหรับปี 2027 เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ในเดือนเมษายน
เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 2.3 ทั้งในปี 2026 และ 2027 โดยได้แรงหนุนจากการบริโภค นโยบายการคลัง และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ส่วนเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 1.1 ในปี 2026 และร้อยละ 1.2 ในปี 2027 ซึ่งสะท้อนผลกระทบต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอ
ด้านเศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 7.0 ในปี 2026 และ 2027 เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 0.7 ในปี 2026 และเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 1.3 ในปี 2026