
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้โดยสารเดินอยู่ในสถานีรถไฟฮาร์บินในเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 1 ต.ค. 2026)
ปักกิ่ง, 13 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ สำนักบริหารการรถไฟแห่งชาติจีนได้ออกแผนการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านรถไฟสำหรับช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ซึ่งกำหนดพันธกิจหลักด้านการวิจัยขั้นพื้นฐานและเทคโนโลยีแนวหน้า การก่อสร้างทางวิศวกรรม อุปกรณ์ทางเทคนิค การบริการขนส่ง ทางรถไฟดิจิทัลและอัจฉริยะ ความปลอดภัย และการพัฒนาอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ
แผนการดังกล่าวได้เสนอการจัดตั้งระบบสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นำสู่การสร้างความทันสมัยของรถไฟภายในปี 2030 โดยจีนวางแผนสร้างฐานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรถไฟภายใต้การกำกับดูแลของสำนักบริหารฯ เพิ่มราว 30 แห่ง สร้างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีหลักไม่น้อยกว่า 100 รายการ และสร้างผลสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำคัญไม่น้อยกว่า 500 รายการ
จีนวางแผนดำเนินการประยุกต์ใช้งานอันเป็นแบบอย่างหรือโครงการสาธิตด้านต่างๆ ไม่น้อยกว่า 20 รายการ เช่น ระบบเดินรถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็ว 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเดินหน้าการวิจัยเทคโนโลยีรถไฟแมกเลฟ (maglev) ความเร็วสูง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงการทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องของเทคโนโลยีหลักสำหรับการผลิตภายในประเทศ เพื่ออุปกรณ์ทางเทคนิค
จีนจะส่งเสริมการปรับปรุงแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรโดยสารรถไฟ 12306 ของทางการจีนจากการบริการซื้อบัตรโดยสารเพียงอย่างเดียวเป็นการบริการอัจฉริยะตลอดการเดินทาง ซึ่งจะก่อให้เกิดแนวทางการเดินทางหลายรูปแบบที่ครบวงจรและตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารที่มีลักษณะเฉพาะตัว แตกต่าง และหลากหลายได้อย่างแม่นยำ เพื่อยกระดับการบริการขนส่ง
ขณะเดียวกันจีนจะเร่งสร้างโมเดลขนาดใหญ่ ชุดข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังการประมวลผลในอุตสาหกรรมรถไฟ พร้อมจัดทำชุดข้อมูลอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสูงอย่างน้อย 20 ชุด และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อันเป็นแบบอย่างมากกว่า 20 รายการ
จีนจะส่งเสริมการสาธิตเดินรถไฟหัวรถจักรดีเซลที่ปล่อยมลพิษต่ำและใช้เชื้อเพลิงต่ำ รวมถึงหัวรถจักรและตู้รถไฟที่ใช้พลังงานหลายแหล่ง เช่น แบตเตอรี่และไฮโดรเจน พร้อมจัดตั้งและปรับปรุงระบบบริหารจัดการคาร์บอน และช่วยให้ภาคการรถไฟปล่อยคาร์บอนแตะระดับสูงสุดภายในปี 2030 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ