
(แฟ้มภาพซินหัว : คนงานกำลังบรรจุทุเรียนเพื่อส่งออกไปยังจีนที่โรงงานแปรรูปทุเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดดักลักของเวียดนาม วันที่ 10 ก.ย. 2026)
ดักลัก, 18 ก.ย. (ซินหัว) -- จังหวัดดักลัก ซึ่งเดิมทีเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งปลูกกาแฟสำคัญของเวียดนาม มีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นจาก 15,000 เฮกตาร์ (ราว 94,000 ไร่) ในปี 2022 เป็น 45,000 เฮกตาร์ (ราว 2.81 แสนไร่) ในปี 2026 และคาดว่าผลผลิตในปีนี้จะอยู่ที่ราว 5 แสนตัน ซึ่งการขยายตัวนี้มีปัจจัยมาจากการที่เวียดนามลงนามในพิธีสารเปิดทางให้ส่งออกทุเรียนสดสู่ตลาดจีนอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลจากสำนักศุลกากรเวียดนามและสมาคมทุเรียนดักลักเผยว่าเมื่อปี 2025 จังหวัดดักลักครองสัดส่วนรายได้จากการส่งออกทุเรียนราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.67 หมื่นล้านบาท) จากรายได้ส่งออกทุเรียนทั่วประเทศ 3.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.28 แสนล้านบาท) ขณะที่หนังสือพิมพ์เวียดนามระบุว่าเวียดนามส่งออกทุเรียนไปยังจีน 9.4 แสนตัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามแซงหน้าไทยและกลายเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน
เล อันห์ จุง ประธานสมาคมทุเรียนดักลัก ระบุว่าอุตสาหกรรมทุเรียนไม่ได้จะเข้ามาแทนที่กาแฟ แต่จะช่วยสร้างฐานการเกษตรที่มีความหลากหลายและยั่งยืนมากขึ้น โดยกาแฟยังคงมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อดักลัก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 2.14 แสนเฮกตาร์ (ราว 1.34 ล้านไร่) และผลผลิตต่อปีกว่า 5.3 แสนตัน ขณะที่ทุเรียนกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่มีมูลค่าสูง
ปัจจุบันอุตสาหกรรมทุเรียนของดักลักกำลังพัฒนาระบบการผลิตและจัดจำหน่ายครบวงจร ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูกได้มาตรฐาน การตรวจสอบคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ การบรรจุสินค้า การแปรรูปเชิงลึก การจัดเก็บในห้องเย็น การขนส่ง ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมาตรฐานของจีนในด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้ผู้ผลิตทุเรียนของดักลักยกระดับกระบวนการผลิตและเสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานตามไปด้วย
ผู้อำนวยการบริษัทส่งออกทุเรียนของเวียดนามรายหนึ่งระบุว่าคุณภาพของทุเรียนเริ่มต้นจากที่สวน ไม่ใช่โรงงาน และศักยภาพการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยบริษัททำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรมาตั้งแต่เริ่มต้นและมีแผนลงทุนในการแปรรูปเชิงลึก เช่น เค้กทุเรียนและทุเรียนอบแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ตลาดทุเรียนสดเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว และช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคงยิ่งขึ้น