
(แฟ้มภาพซินหัว : ชายเดินผ่านป้ายประชาสัมพันธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ในเมืองเซบูของฟิลิปปินส์ วันที่ 8 พ.ค. 2026)
สิงคโปร์, 21 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและตลาดโลกของธนาคารยูโอบี (UOB) รายงานว่ากลุ่มประเทศอาเซียน-5 (ASEAN-5) ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ทำการค้าเกินดุลรวม 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.15 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ซึ่งเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 นับจากปี 2014 และมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 8.3
รายงานระบุว่าการค้าภายในอาเซียนยังคงแข็งแกร่ง มียอดเกินดุล 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.07 ล้านล้านบาท) ด้วยแรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคที่บูรณาการเข้ากันยิ่งขึ้น โดยการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคที่ดียิ่งขึ้นสามารถยกระดับอุตสาหกรรม การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้ขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนระดับโลก
ข้อมูลการส่งออกและนำเข้าบ่งชี้ว่าจุดแข็งของกลุ่มประเทศอาเซียน-5 อยู่ที่ขนาดการค้าของทั้งห้าประเทศ และการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันของโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยอินโดนีเซียเป็นผู้นำการส่งออกทรัพยากรและการผลิตขั้นปลายน้ำ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าและการกลั่นระดับภูมิภาค มาเลเซียมีบทบาทแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าด้านอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าโภคภัณฑ์ ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งสำคัญ และเวียดนามขยายบทบาทในฐานะแพลตฟอร์มการผลิตระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
ยูโอบีระบุว่าจุดแข็งเหล่านี้ช่วยเสริมบทบาทของอาเซียนในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก โดยยูโอบีได้ปรับแก้แนวโน้มการค้าของอาเซียนในระยะยาวหลังจากการค้าในปี 2025 ขยายตัวร้อยละ 13.7 ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์อย่างมาก เนื่องด้วยแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางอุปสงค์ความต้องการที่แข็งแกร่งตามการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัจจุบันการค้าโดยรวมของอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตต่อปีแบบทบต้นที่ร้อยละ 7.7 ในช่วงปี 2025-2035 โดยจะมีมูลค่าแตะ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 217 ล้านล้านบาท) ในปี 2030 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระบุไว้ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 174 ล้านล้านบาท) และจะสูงเกิน 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 296 ล้านล้านบาท) ในปี 2035 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระบุไว้ 7.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 233 ล้านล้านบาท)