
วอชิงตัน, 7 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับเพื่อจำกัดการได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด ถือเป็นความพยายามครั้งใหม่ของรัฐบาลหลังจากศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยคัดค้านคำสั่งก่อนหน้านี้ โดยคำสั่งฉบับหนึ่งมุ่งเป้าไปที่การท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตร (birth tourism) ซึ่งหมายถึงการที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าชั่วคราวเพื่อจุดประสงค์คลอดลูกบนแผ่นดินสหรัฐฯ หรือการที่ชาวต่างชาติกระทำการใดก็ตามเพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อคลอดบุตร
ขณะที่คำสั่งอีกฉบับขยายขอบเขตการกำหนดบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด ซึ่งรวมถึงบุตรของเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ บุตรของสมาชิกองค์กรก่อการร้ายต่างชาติที่ถูกขึ้นบัญชี และบุตรของผู้ที่กระทำการฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติอเมริกัน
อนึ่ง บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 14 ซึ่งได้รับรองเมื่อปี 1868 ระบุว่าบุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ และของรัฐที่บุคคลนั้นพำนักอยู่
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2025 ซึ่งเป็นวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระที่สอง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการให้สัญชาติโดยกำเนิด ระบุว่าบุตรที่เกิดจากบุคคลซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายหรือพำนักชั่วคราวไม่ถือว่าอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติอเมริกันตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 14 หรือกฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ
ผู้ปกครองหลายรายได้ยื่นฟ้องคดี โดยบางรายยื่นฟ้องในนามของตนเอง และบางรายยื่นฟ้องแทนบุตรของตน ซึ่งศาลชั้นต้นหลายแห่งมีคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายชนะ ส่งผลให้คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวไม่เคยมีผลบังคับใช้ และเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 คัดค้านคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่ปฏิเสธการให้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิดแก่บุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้พำนักชั่วคราว พร้อมทั้งยืนยันหลักการให้สัญชาติโดยกำเนิด
