
(แฟ้มภาพซินหัว : รถไฟวิ่งเลียบชายฝั่งทะเลในกรุงโคลัมโบของศรีลังกา วันที่ 23 ธ.ค. 2024)
กว่างโจว, 15 ธ.ค. (ซินหัว) -- คณะนักวิทยาศาสตร์ของจีนได้ค้นพบกลไกสำคัญที่อธิบายว่าทำไมโลกอาจกักเก็บน้ำปริมาณมหาศาลในช่วงระยะแรกของการถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของโลกที่แปรเปลี่ยนจากลูกไฟแมกมาแสนร้อนระอุสู่การเป็นโลกอันอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในทุกวันนี้
วารสารไซเอนซ์ (Science) ฉบับวันศุกร์ (12 ธ.ค.) เผยแพร่ผลการศึกษาที่ระบุว่าคณะนักวิจัยจากสถาบันธรณีเคมีแห่งกว่างโจว สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ได้สาธิตเชิงทดลองว่าชั้นเนื้อโลกส่วนลึก (deep mantle) อาจทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดมหึมาเมื่อกว่าสี่พันล้านปีก่อน
บทสรุปบรรณาธิการของวารสารฯ ระบุว่าน้ำในชั้นเนื้อโลกส่วนลึกไปอยู่ที่ใดตอนมหาสมุทรแมกมาของโลกยุคแรกเริ่มตกผลึกนั้นยังคงเป็นปริศนา
กุญแจสำคัญอยู่ที่แร่ธาตุบริจด์มาไนต์ (bridgmanite) ซึ่งเป็นแร่ธาตุหลักในชั้นเนื้อโลกส่วนล่าง (lower mantle) โดยก่อนหน้านี้สันนิษฐานว่ามีความสามารถกักเก็บน้ำจำกัด แต่ทีมนักวิจัยของจีนได้ค้นพบว่าแร่ธาตุดังกล่าวมีความสามารถกักเก็บน้ำอย่างทรงพลังตามอุณหภูมิ
คณะนักวิจัยของจีนจำลองสภาวะสุดขั้วของชั้นเนื้อโลกส่วนล่าง ซึ่งมีแรงดันสูงและอุณหภูมิร้อนจัดถึง 4,100 องศาเซลเซียส โดยใช้เครื่องมือไดมอนด์ แอนวิล เซลล์ (diamond anvil cell) ขั้นสูงร่วมกับการให้ความร้อนด้วยเลเซอร์ นำสู่การค้นพบข้อขัดแย้งที่ว่ายิ่งสภาพแวดล้อมร้อนจัดเท่าใด แร่บริจด์มาไนต์ยิ่งดักจับและกักเก็บโมเลกุลน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นระหว่างการก่อตัวจากแมกมาที่เย็นตัวลง
กระบวนการนี้อาจทำให้ชั้นเนื้อโลกที่เป็นของแข็ง (solid mantle) สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณที่เทียบเท่ากับ 0.08 ถึง 1 เท่าของปริมาตรน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดในปัจจุบัน โดย "แหล่งกักเก็บน้ำ" ยุคดึกดำบรรพ์นี้ค่อยๆ หมุนเวียนกลับขึ้นมาสู่ผิวโลกผ่านการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งมีส่วนส่งเสริมการก่อตัวของดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่สามารถอยู่อาศัยได้