
(แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานจัดเตรียมพัสดุสำหรับบริการจัดส่งถึงบ้าน ก่อนเทศกาลชูซอก ที่ศูนย์โลจิสติกส์ไปรษณีย์โซลตะวันออกของการไปรษณีย์เกาหลี ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ วันที่ 10 ก.ย. 2024)
เจนีวา, 7 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (6 ก.ย.) สหภาพไปรษณีย์สากลเผยว่าข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ให้บริการไปรษณีย์ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ แสดงให้เห็นว่าปริมาณการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ลดลงถึงร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกการงดเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำ
สหภาพฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ (UN) ผู้ดูแลกิจการด้านไปรษณีย์ และมีประเทศสมาชิก 192 ประเทศ ระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ให้บริการไปรษณีย์ 88 ราย แจ้งต่อสหภาพฯ ว่าตนได้ระงับบริการไปรษณีย์บางส่วนหรือทั้งหมดที่ส่งไปยังสหรัฐฯ แล้ว และจะกลับมาดำเนินการเมื่อมีทางออกสำหรับปัญหานี้
มาซาฮิโกะ เมโทกิ ผู้อำนวยการสหภาพฯ กล่าวว่าสหภาพฯ กำลังเร่งพัฒนาวิธีแก้ไขทางเทคนิคใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้การส่งไปรษณีย์ไปยังสหรัฐฯ กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง
อนึ่ง เมื่อวันที่ 30 ก.ค. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยุติกฎการยกเว้นภาษีขั้นต่ำ (de minimis) ซึ่งอนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าน้อยกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) เข้าสู่สหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. เป็นต้นไป
สหภาพฯ ระบุว่าปริมาณไปรษณีย์ที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ลดลงจนแทบหยุดชะงักหลังจากบังคับใช้กฎใหม่ โดยเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ขนส่งหรือฝ่ายต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บและส่งภาษีศุลกากร
ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น สายการบินต่างๆ ได้ส่งสัญญาณว่าไม่เต็มใจหรือไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบนี้ได้ ขณะที่ผู้ให้บริการไปรษณีย์ก็ยังไม่ได้จัดตั้งช่องทางการเชื่อมต่อกับรายชื่อผู้ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและการหยุดชะงักในการดำเนินงานส่วนใหญ่