
คุนหมิง, 3 พ.ย. (ซินหัว) -- ไม่นานมานี้ โบทานี กรุ๊ป (Botanee Group) กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางสัญชาติจีน ได้แบ่งปันโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน "วิจัย-อนุรักษ์-สร้างอุตสาหกรรม" ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ณ เมืองเยเรวานของอาร์เมเนีย อันเป็นสถานที่จัดการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) สมัยที่ 17 (COP17)
โบทานี ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรมคู่ขนานในหัวข้อเศรษฐกิจชีวภาพบนพื้นที่สูง ได้ร่วมกับพันธมิตรเปิดตัวปฏิญญาเยเรวานว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพบนพื้นที่สูงที่เปิดกว้างครอบคลุม
ปฏิญญาดังกล่าว มุ่งเน้นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การสร้างหลักประกันในการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมและเท่าเทียม และการสร้างโอกาสสำหรับคนรุ่นหลัง โดยเน้นย้ำถึงการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชนไปพร้อมกัน ภายใต้การเคารพสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น
จงเว่ย ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารสาธารณะของโบทานีได้อธิบายถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร โดยกล่าวว่า บริษัทมีรากฐานมาจากความหลากหลายทางชีวภาพ โบทานีจึงตระหนักดีว่า การปกป้องธรรมชาติก็คือการปกป้องรากฐานธุรกิจ บริษัทฯ จึงสร้างระบบนิเวศความงามอย่างยั่งยืนแบบสามประสาน โดยมุ่งเน้นที่การวิจัย การอนุรักษ์ และการสร้างอุตสาหกรรม
ในด้านการวิจัย โบทานีได้ดำเนินความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยมาอย่างยาวนานถึง 12 ปี โดยคัดกรองทรัพยากรพืชมากกว่า 2,000 ชนิด และระบุสายพันธุ์ที่มีสารออกฤทธิ์บำรุงผิวได้ 266 ชนิด ตลอดจนพลิกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์แบบดั้งเดิมของพืชพื้นเมืองอวิ๋นหนานให้กลายเป็นจุดแข็งทางอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ในด้านการอนุรักษ์ บริษัทได้จัดตั้งฐานการวิจัยและการเพาะปลูก ณ ภูเขาหิมะฮาปา ในแชงกรีลา พร้อมทั้งดำเนินโครงการขยายพันธุ์เทียมและการปลูกคืนสู่ธรรมชาติให้แก่พืชพรรณบนที่ราบสูงสายพันธุ์หายากมากกว่า 20 ชนิด เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ
ในด้านการสร้างอุตสาหกรรม โบทานีได้นำรูปแบบ “สถานประกอบการผสานฐานการผลิตและครัวเรือนเกษตรกร” มาใช้ ช่วยให้เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอวิ๋นหนานมีรายได้ที่มั่นคง โดยในปี 2024 ห่วงโซ่อุตสาหกรรมพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นสามารถสร้างมูลค่าผลผลิตเพิ่มเติมได้มากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) โดยมีผู้ส่งมอบวัตถุดิบในท้องถิ่นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.8 ของแหล่งวัตถุดิบทั้งหมด รูปแบบดังกล่าว ยังเป็นกรณีศึกษาของกรอบเศรษฐกิจชีวภาพบนพื้นที่สูงระดับโลก ซึ่เป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนในระดับสากล
โบทานีระบุว่า บริษัทจะยังคงผลักดันการดำเนินงานตามปฏิญญาเศรษฐกิจชีวภาพบนพื้นที่สูงในภูมิภาคภูเขาทั่วโลก ยกระดับรูปแบบ "วิจัย-อนุรักษ์-สร้างอุตสาหกรรม" ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมสนับสนุนการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลกต่อไป
(เรียบเรียงโดย Hu Pingchao, Xinhua Silk Road, https://en.imsilkroad.com/p/352761.html)