
(แฟ้มภาพซินหัว : ทิวทัศน์ดวงอาทิตย์ตกในเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย วันที่ 15 เม.ย. 2026)
เมลเบิร์น, 31 ต.ค. (ซินหัว) -- มหาวิทยาลัยอาร์เอ็มไอที (RMIT) ของออสเตรเลีย ร่วมกับแรนด์ (RAND) สถาบันคลังสมองระดับโลก ออกรายงานเตือนว่าออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาขยะจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุการใช้งานสะสมกว่า 1 ล้านตันภายในปี 2035 ซึ่งขยะส่วนใหญ่อาจถูกนำไปกองเก็บ ฝังกลบ หรือกำจัดโดยไม่ผ่านระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ แทนที่จะนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล
แม้ออสเตรเลียจะมีจำนวนแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาต่อประชากรมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก แต่การรีไซเคิลยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการนำไปฝังกลบ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีระบบที่สามารถรองรับการนำแผงโซลาร์เซลล์กลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงสภาพ หรือการรีไซเคิลในวงกว้าง
รายงานฉบับนี้จึงเสนอให้จัดตั้งตลาดกลางระดับชาติสำหรับซื้อขายแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้ว จัดตั้งโครงการความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ภายในกลางปี 2027 และส่งเสริมให้การรีไซเคิลมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางแล้วร้อยละ 45-65 ยังอยู่ในสภาพที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ปัจจุบันมีเพียงราวร้อยละ 10 ที่ผ่านการตรวจสอบว่าสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้หรือไม่
ปัจจุบันออสเตรเลียมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 40.6 กิกะวัตต์ ครอบคลุมระบบติดตั้งกว่า 4 ล้านชุด และมีแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานราว 40,000 ตันต่อปี ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1 แสนตันต่อปีภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030
ทั้งนี้ วัสดุที่กู้คืนได้ โดยเฉพาะเงิน อาจมีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.37 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2035 และการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่ยังใช้งานได้กลับมาติดตั้งใหม่ อาจช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึงร้อยละ 17
