
(แฟ้มภาพซินหัว : เกษตรกรเก็บเกี่ยวใบชา ณ ไร่ชาในหมู่บ้านฉางหลิ่ง อำเภอจื่อกุย มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน วันที่ 7 ส.ค. 2026)
ปักกิ่ง, 10 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) จีนประกาศจัดทำแนวปฏิบัติระดับชาติฉบับแรกเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ไหม ชา และเครื่องเคลือบดินเผา โดยตั้งเป้าหมายที่จะสร้างองค์กรชั้นนำจำนวน 50 แห่งที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2028
แนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) และหน่วยงานรัฐบาลอีก 5 แห่ง ยังตั้งเป้าสร้างแบรนด์ผู้บริโภคระดับชาติ 100 แบรนด์ และจัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลายแห่งที่มีผลผลิตต่อปีมากกว่า 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ภายในปี 2028 พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมบริษัทระดับโลกและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับสากลภายในปี 2030 ขณะที่อุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังขยับขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าโลก
แนวปฏิบัติดังกล่าว ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีอัตลักษณ์จีนอันโดดเด่น อาทิ การแพทย์แผนจีน การหมักกลั่น ศิลปหัตถกรรม และ "สี่สมบัติแห่งห้องหนังสือ" ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ถือเป็นแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศและกระตุ้นการบริโภค ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดอารยธรรมจีนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
เซี่ยหยวนเซิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ เผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) ว่า ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมดั้งเดิมเหล่านี้มีบริษัทอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านหยวนต่อปี (enterprises above designated size) ราว 25,000 แห่ง มีการจ้างงานเกือบ 3.5 ล้านคน และสร้างรายได้ต่อปีราว 8 ล้านล้านหยวน (ราว 39 ล้านล้านบาท) พร้อมเสริมว่า อุตสาหกรรมดั้งเดิมถือเป็นการตกผลึกทางอารยธรรมของจีนและเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าของชาติ
ทั้งนีัแนวปฏิบัติดังกล่าว มีขึ้นเนื่องจากจีนพยายามเปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด
เฝิงไห่ชาง เจ้าหน้าที่สำนักอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคสังกัดกระทรวงฯ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ไหมของจีนราวร้อยละ 90 ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ทว่าส่วนใหญ่ยังคงเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าที่ผลิตในลักษณะรับจ้างผลิต (OEM) ส่งผลให้แบรนด์ภายในประเทศมีอำนาจในการกำหนดราคาที่จำกัดในตลาดโลก
เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมสามารถเปิดรับนวัตกรรมโดยไม่สูญเสียตัวตนดั้งเดิม แนวปฏิบัติดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการสร้าง "สมองกลอุตสาหกรรม" (industrial brains) ในพื้นที่การผลิตหลัก นำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อถอดรหัสภูมิปัญญางานฝีมือแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งก่อสร้างโรงงานชาอัจฉริยะ ร้านขายยาอัจฉริยะ เตาเผาอัจฉริยะ และโรงบ่มระบบดิจิทัล
เซี่ยระบุว่า การเปิดรับปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งงานฝีมือดั้งเดิม แต่เป็นการเพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่ภูมิปัญญาที่มีมานานนับพันปี พร้อมเสริมว่า ในอุตสาหกรรมการทอผ้าไหม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยออกแบบและสร้างสรรค์ลวดลายได้หลายพันรูปแบบภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ในด้านการบริโภค เซี่ยระบุว่า ผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการซื้อสินค้าในจำนวนที่มากขึ้น ไปสู่การแสวงหาบริการและประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น การฟื้นฟูอุตสาหกรรมดั้งเดิมเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างสอดคล้องกันทั้งในด้านตัวสินค้า รูปแบบการนำเสนอ และช่องทางการจำหน่าย เพื่อช่วยให้ภูมิปัญญางานฝีมือที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกลับมามีชีวิตชีวา กลายเป็นกระแสยอดนิยม และเข้าถึงทุกครัวเรือน
เขายังกล่าว ถึงแนวปฏิบัติยังส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาวะ และการฟื้นฟูชนบท พร้อมทั้งสนับสนุนการเปิดตัวแบรนด์มรดกทางวัฒนธรรมสู่ตลาดโลก การขยายช่องทางจำหน่ายในร้านค้าปลอดภาษี และการยอมรับในระดับสากลเกี่ยวกับการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ชา และเครื่องเคลือบดินเผา
มาตรการดังกล่าว นับเป็นส่วนหนึ่งของการขยายอุปสงค์ภายในประเทศของจีน ซึ่งที่ประชุมงานด้านเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) ได้กำหนดให้เป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดในปีนี้
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/352090.html)