
(แฟ้มภาพซินหัว : ลูกค้าเลือกชมรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนที่กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย วันที่ 2 มิ.ย. 2026)
ปักกิ่ง, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เผยว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 67.2 ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลภายในจีน โดยมีอัตราการเจาะตลาดเติบโตอย่างมั่นคงตลอดทั้งปี
ทั้งนี้ ยอดการผลิตในเดือนมิถุนายนพุ่งสูงแตะ 1.59 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ยอดขายอยู่ที่ 1.64 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.6
สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่สะสมอยู่ที่ 7.43 ล้านคัน และมียอดขายสะสมอยู่ที่ 7.44 ล้านคัน โดยรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ (BEV) คิดเป็นร้อยละ 67 ของยอดขายยานยนต์พลังงานใหม่ทั้งหมด
การส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยยอดส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ในเดือนมิถุนายนพุ่งสูงถึง 523,000 คัน เติบโตถึงร้อยละ 160 เมื่อเทียบปีต่อปี และช่วยผลักดันให้ยอดส่งออกรถยนต์โดยรวมต่อเดือนของจีนทะลุหลัก 1 ล้านคันเป็นครั้งแรก ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี ยอดส่งออกรถยนต์สะสมรวมอยู่ที่ 5.09 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.3 โดยยานยนต์พลังงานใหม่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 46 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
เฉินซื่อหัว รองเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีนระบุว่า ตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ยังคงเติบโตช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ตลาดรถยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมยังคงหดตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญต่อไป
ด้านผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และนโยบายยานยนต์แห่งจีน กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ก้าวข้ามผ่านจุดที่ต้องพึ่งพานโยบายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ เข้าสู่ระยะการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างเต็มตัวแล้ว เนื่องจากผู้ซื้อให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ ระบบอัจฉริยะที่ครบครัน และต้นทุนการใช้งานที่ประหยัดกว่าของยานยนต์พลังงานใหม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยังส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามไปด้วย โอลา คัลเลนิอุส (Ola Kallenius) ประธานกรรมการบริหารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ระบุว่า แนวทางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของบริษัทฯ ในจีน ได้เปลี่ยนจากการพัฒนาเพื่อตอบสนองตลาดในประเทศ ไปสู่การนำนวัตกรรมเหล่านั้นกลับไปต่อยอดในธุรกิจระดับโลก สะท้อนให้เห็นจากการขยายศูนย์วิจัยและพัฒนาในเซี่ยงไฮ้ รวมถึงการจับมือเป็นพันธมิตรกับไบต์แดนซ์ (ByteDance) เพื่อนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์ "โต้วเปา" (Doubao AI) มาผสานกับรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท
ขณะที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) เรโนลต์ (Renault) และโตโยต้า (Toyota) ต่างก็ดำเนินรอยตามในทิศทางเดียวกัน ด้วยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ รวมถึงการสร้างระบบพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นของจีนด้วยเช่นกัน
ในขณะเดียวกันก็เริ่มเกิดแนวโน้มคู่ขนานที่เรียกว่า "การร่วมทุนแบบย้อนกลับ" ซึ่งผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนได้จับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติยุโรปเพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เช่น การร่วมทุนระหว่างลีปมอเตอร์ (Leapmotor) กับสเตลแลนทิส (Stellantis) ที่ทำให้สามารถส่งออกรถยนต์กว่า 100,000 คัน ไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก เมื่อนับถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 ขณะที่เอ็กซ์เผิง (XPeng) ได้ใช้เครือข่ายการขายในยุโรปของโฟล์กสวาเกน (Volkswagen) เพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ
นักวิจัยระบุว่า แม้ผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติจะเผชิญกับแรงกดดันในจีน แต่ขนาดตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และกลุ่มบุคลากรที่มีความสามารถของจีน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มอบโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนและการสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/351311.html)