
ปักกิ่ง, 14 ก.ค. (ซินหัว) -- ยุโรปตะวันตกเผชิญกับสภาพอากาศในเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยความร้อนที่รุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต กระทบต่อระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า และกระตุ้นความต้องการสินค้าที่ช่วยให้ความเย็นเพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ยุโรปต้องปรับตัวให้ทันต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปในด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศโลก
อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของยุโรปพุ่งสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนและสภาวะร่างกายขาดน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุด ขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศที่ผลิตในจีนกลับมียอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายตลาดของยุโรป
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบความกดอากาศสูงที่คงตัวหรือที่เรียกว่า "โดมความร้อน" (Heat Dome) โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยหนุนให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นมีแนวโน้มจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หวังเหล่ย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยครูปักกิ่งระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วแสดงให้เห็นว่าพรมแดนของประเทศไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ ความร่วมมือระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปจึงมีความสำคัญในระดับโลก พร้อมชี้ว่าท่ามกลางการถอนตัวจากความตกลงปารีสของสหรัฐฯ และความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา จีนและสหภาพยุโรปต่างเป็นกำลังหลักในการสร้างเสถียรภาพให้กับการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศโลก
ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเสาหลักสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปมาอย่างยาวนาน โดยผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมยืนยันความมุ่งมั่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่กว้างขวางในการร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ขณะที่นิโคลัส สเติร์น (Nicholas Stern) ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) เสนอว่าจีนและสหภาพยุโรปควรจับมือกันเป็นผู้นำในการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero) และเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการขยายขีดความสามารถด้านการเงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
จางไห่ปิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งระบุว่า การขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนสีเขียวระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปไม่เพียงแต่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่ยังสร้างความหวังให้กับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก พร้อมเสริมว่าภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการทลายกำแพงทางนโยบายและเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนฉันทามติที่มีให้กลายเป็นโครงการที่สามารถปฏิบัติได้จริง
หูปิน จากมหาวิทยาลัยชิงหัวระบุว่า จีนและสหภาพยุโรปกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาคาร์บอนต่ำผ่านแนวทางที่แตกต่างกัน โดยจีนมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงทางพลังงาน ในขณะที่สหภาพยุโรปพึ่งพาการกำหนดราคาคาร์บอน กฎระเบียบข้อบังคับ และการวางมาตรฐานเป็นหลัก โดยทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/351295.html)