
(แฟ้มภาพซินหัว : เรือสินค้าหลายลำตกค้างในน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับเมืองคาสับทางตอนเหนือของโอมาน วันที่ 29 พ.ค. 2026)
ดูไบ, 18 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) กัลฟ์ นิวส์ (Gulf News) หนังสือพิมพ์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อ้างอิงนักวิเคราะห์รายงานว่าราคาน้ำมันอาจต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์จึงจะกลับมามีเสถียรภาพ แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เนื่องจากปัญหาเรือบรรทุกน้ำมันค้างส่ง ต้นทุนประกันภัยสูงขึ้น ปริมาณสินค้าคงคลังต่ำ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
รายงานระบุว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงสงครามที่เกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,900 บาท) ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,600 บาท) ต่อบาร์เรลแล้ว เนื่องจากตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งสายสำคัญดังกล่าว อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าแม้ตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะตอบสนองต่อปัจจัยเหล่านี้อย่างรวดเร็ว แต่ตลาดซื้อขายและส่งมอบน้ำมันจริงจะต้องใช้เวลานานกว่านั้นจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราวร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าทั่วโลก นักวิเคราะห์กล่าวว่าตลาดจะต้องการหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัยต่อเนื่อง ก่อนที่ส่วนเพิ่มของราคาน้ำมันที่มีปัจจัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกปรับลดลง วิกฤตการณ์ครั้งนี้เน้นย้ำว่าโลกยังคงพึ่งพาพลังงานที่หมุนเวียนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจเร่งให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเดินหน้าพัฒนาท่อส่งและเส้นทางส่งออกทางเลือก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเปราะบางต่อการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เมื่อเช้าวันจันทร์ (15 มิ.ย.) ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปากีสถาน และอิหร่านประกาศข้อสรุปของบันทึกความเข้าใจเพื่อสันติภาพในการยุติสงคราม หลังจากการเจรจาหลายสัปดาห์ โดยระบุว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) และเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบภายในวันศุกร์นี้