
(แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 15 พ.ค. 2026)
ปักกิ่ง, 19 พ.ค. (ซินหัว) -- สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งบรรดาผู้สังเกตการณ์มองว่าอาจช่วยส่งเสริมความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ รวมถึงจัดการความแตกต่างระหว่างสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเพิ่มพูนความแน่นอนสู่การพัฒนาของโลก โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีในช่วง 3 ปีข้างหน้าและหลังจากนั้น พร้อมส่งสัญญาณเชิงบวกแก่โลก
วิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคี
สีจิ้นผิงนิยามความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ "เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งถูกนำเสนอระหว่างทรัมป์เยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13-15 พ.ค. ว่าเป็นเสถียรภาพเชิงบวกที่มีความร่วมมือเป็นแกนหลัก เสถียรภาพอันดีที่มีการแข่งขันพอประมาณ เสถียรภาพอันคงที่ที่จัดการความแตกต่างได้ และเสถียรภาพอันยืนยาวที่มุ่งสู่สันติภาพ
เคนเนธ ควินน์ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิรางวัลอาหารโลก กล่าวว่าวิสัยทัศน์ใหม่ "เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงทิศทางของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พร้อมนัยยะเชิงบวกต่อประชาคมโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากการดำเนินการของผู้นำสองคนที่ทรงอิทธิพลที่สุดบนโลกเท่านั้น และมีความสำคัญยิ่งในการพลิกเปลี่ยนโลกจากความขัดแย้งสู่ความร่วมมือและสันติภาพ
เนนาด สเตคิช นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเซอร์เบีย กล่าวว่าแนวคิดดังกล่าวเน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดของโลกสามารถดำรงอยู่ร่วมกันผ่านความร่วมมือ การเคารพซึ่งกันและกัน และการจัดการความแตกต่างอย่างมีความรับผิดชอบ
เวอร์ดิกา ริซกี อูตามา ผู้อำนวยการบริหารพารา ซินดิเคต (PARA Syndicate) คลังสมองในเมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย กล่าวว่าจีนกำลังเสนอกรอบแนวคิดที่ช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถจัดการการแข่งขัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังเป็นการฟื้นคืนความเชื่อมั่นแก่ประชาคมโลกว่าทั้งสองประเทศมุ่งมั่นสร้างเสถียรภาพ
เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
เมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานว่าสีจิ้นผิงและทรัมป์ได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงกำหนดทิศทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระดับทวิภาคี โดยจีนและสหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกจากการหารือล่าสุด เช่น การจัดตั้งสภาการค้าและการลงทุนที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นต่างๆ อย่างการลดภาษีศุลกากรของสินค้าบางส่วน นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในหลักการลดภาษีศุลกากรของสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญในระดับเท่าเทียมกัน
จูลี โคแซ็ก ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการที่สองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจัดการหารือระดับสูงสุดเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสิ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการค้าล้วนดีต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลก
บรูซ แมคลาฟลิน ซีอีโอของซิโนจี คอนซัลติง กรุ๊ป จากออสเตรเลีย กล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันทำให้ยิ่งต้องพึ่งพาข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง มั่นคง และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์มากขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพของโลก โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนทางการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคี แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก รวมถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งนี้เป็นโอกาสล้ำค่าสำหรับนานาประเทศและภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยกระดับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน
โจเซฟ งวาวี ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยและเอกสารแห่งแอฟริกาตอนใต้ ระบุว่าขณะตลาดโลกเผชิญผลกระทบจากความขัดแย้ง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ช่วยสร้างเสถียรภาพแก่ความคาดหวังของตลาด
อิชมาเอล บูคานัน อาจารย์อาวุโสประจำวิทยาลัยศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรวันดา เชื่อว่าการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าทั้งสองประเทศยังคงให้ความสำคัญกับการเจรจา การมีส่วนร่วม และความร่วมมือเชิงปฏิบัติ แม้มีความแตกต่างกันอยู่ก็ตาม โดยเมื่อทั้งสองประเทศเน้นย้ำความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ย่อมฟื้นคืนความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและกลุ่มประเทศกำลังว่าโลกสามารถหลีกเลี่ยงการแตกแยกทางเศรษฐกิจ (economic fragmentation) ได้