
ไห่โข่ว, 13 พ.ค. (ซินหัว) -- ผลผลิตลิ้นจี่ในสวนของหมู่บ้านปินชุนซาน เมืองฉยงไห่ มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ต่างพากันออกผลสีแดงสะพรั่งจนกิ่งโน้มต่ำ เมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวเวียนมาถึงอย่างเต็มตัว
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่อย่างหลี่ซื่ออู่ ช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวอันแสนคึกคักนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
หลี่กล่าวว่า ปีนี้ลิ้นจี่มีผลใหญ่และสีสันสวยงามกว่าเดิม คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่น่าพึงพอใจ
หลี่ในวัย 54 ปี เป็นเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ และเป็นประธานสหกรณ์การเกษตรในท้องถิ่น เขาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดอบรมทักษะทางเทคนิคแก่เกษตรกร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่าย การจัดเก็บ การแปรรูป และการขนส่ง เพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ในท้องถิ่นปลูกพืชผลได้อย่างมีสามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน
หมู่บ้านปินชุนซานเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงด้านพืชเมืองร้อน เช่น พริกไทย สับปะรด และลิ้นจี่ เนื่องจากมีสภาพทางธรรมชาติที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมลิ้นจี่ในท้องถิ่นกลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านความรู้ทางเทคนิคและวิถีการเพาะปลูกที่ล้าสมัย ส่งผลให้ทั้งปริมาณผลผลิตและผลตอบแทนไม่เติบโตเท่าที่ควร
เมื่อปี 2011 หลี่ตัดสินใจเดินทางกลับจากเมืองตงกวน มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน เพื่อกลับมาสานต่อกิจการสวนผลไม้ของครอบครัว ในช่วงเริ่มต้นเขาที่ต้องนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ในฐานะเกษตรกรมือใหม่ และเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคและความล้มหลายครั้ง
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเอง หลี่จึงเข้าร่วมโครงการอบรมที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลและขอคำปรึกษาจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการทดลองใช้เทคนิคใหม่ๆ ในสวนของตนเอง ความพยายามเริ่มส่งผล เมื่อทั้งปริมาณผลผลิตและคุณภาพของลิ้นจี่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างมั่นคง
หลี่กล่าวว่า ในตอนแรก คนอื่นๆ ต่างสงสัยในวิธีการของเขา ทว่าเมื่อเห็นผลลัพธ์ พวกเขาก็เริ่มเรียนรู้และนำไปปรับใช้
ปี 2023 หลี่ได้ก่อตั้งสหกรณ์เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของเขาและเพื่อนๆ เกษตรกรด้วยกัน
ปัจจุบัน สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกมากกว่า 100 ครัวเรือน ร่วมกันบริหารจัดการสวนลิ้นจี่ครอบคลุมพื้นที่ราว 1,000 หมู่ (ราว 416 ไร่) โดยมีผลิตผลเฉลี่ยอยู่ที่ราว 15 ตันต่อเฮกตาร์ (ราว 2.4 ตันต่อไร่) สร้างมูลค่าผลผลิตได้สูงถึง 2.25-3 แสนหยวน (ราว 1.1-1.5 ล้านบาท) ต่อเฮกตาร์ (ราว 1.71-2.28 แสนบาทต่อไร่)
การดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ได้ช่วยลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยให้กระบวนการผลิตมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งยังเพิ่มกำไรให้สูงขึ้น นับเป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่น
หน่วยงานท้องถิ่นได้ยกระดับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเข้าลิ้นจี่สายพันธุ์ปรับปรุงใหม่ การเสริมแกร่งด้านบริการทางเทคนิค และการส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในภาพรวม เพื่อวางรากฐานใก้ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่
ในอนาคตหลี่วางแผนที่จะแนะนำเทคนิคขั้นสูงและจัดการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ระหว่างเกษตรกรต่อไป
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/350558.html)