
(แฟ้มภาพซินหัว : ร้านค้าลดราคาแห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 8 พ.ค. 2026)
นิวยอร์ก, 9 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันศุกร์ (8 พ.ค.) หน่วยสำรวจผู้บริโภค สังกัดมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 48.2 ซึ่งลดลงจากเดือนเมษายนที่อยู่ที่ 49.8 และลดลงแตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังจากราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงเพราะสงครามอิหร่านเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ
ส่วนดัชนีสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 47.8 ซึ่งลดลงจาก 52.5 ในเดือนเมษายน และต่ำกว่า 58.9 ในเดือนพฤษภาคมของปีก่อน ขณะดัชนีความคาดหวังของผู้บริโภคอยู่ที่ 48.5 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 48.1 ในเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้นจาก 47.9 ในเดือนพฤษภาคมของปีก่อน
ทั้งนี้ ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง
โจแอนน์ สวี นักเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยมิชิแกน และผู้อำนวยการหน่วยสำรวจผู้บริโภค กล่าวว่าผู้บริโภคราว 1 ใน 3 กล่าวถึงราคาน้ำมันเบนซิน และราวร้อยละ 30 กล่าวถึงภาษีศุลกากร ทั้งสองอย่างนี้รวมกันทำให้ผู้บริโภคยังคงรู้สึกถึงแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง
แม้ดัชนีความคาดหวังจะปรับขึ้นเล็กน้อย แต่ดัชนีสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันลดลงราวร้อยละ 9 เพราะความกังวลเกี่ยวกับราคาพุ่งสูงเพิ่มขึ้นทั้งด้านการเงินส่วนบุคคลและสภาวะการซื้อขายสินค้าราคาสูง
ความคาดหวังเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 4.7 ในเดือนเมษายนอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งยังคงสูงเกินร้อยละ 3.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน โดยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในตะวันออกกลางไม่ได้มีแนวโน้มช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นอย่างมีนัยยะจนกว่าจะแก้ปัญหาอุปทานหยุดชะงักได้และราคาเชื้อเพลิงลดลง
