
(แฟ้มภาพซินหัว : เกษตรกรเก็บเกี่ยวบลูเบอร์รีภายในเรือนกระจก ในเมืองเหมิงจื้อ กลุ่มชาติพันธุ์ฮาหนีและอี๋ มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 27 ก.พ. 2026)
ปักกิ่ง, 24 เม.ย. (ซินหัว) -- จีนก้าวสู่ยุค "อิสรภาพแห่งบลูเบอร์รี" หลังราคาปรับตัวลดลงจนผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นับตั้งแต่จีนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตบลูเบอร์รีรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2020 จีนได้ปรับกลยุทธ์จากการเน้นเพียงปริมาณมาสู่แนวทางควบคู่ คือการนำเข้าบลูเบอร์รีเกรดพรีเมียมเพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายตลอดทั้งปี พร้อมทั้งผลักดันการส่งออกผลผลิตในประเทศ เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืน
รากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ การปฏิวัติการผลิตภายในประเทศ โดยระหว่างปี 2020-2025 พื้นที่เพาะปลูกบลูเบอร์รีของจีนขยายตัวขึ้นเป็น 1.58 ล้านหมู่ (ราว 6.58 แสนไร่) และผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นจาก 347,200 ตัน เป็น 810,000 ตัน
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การปลูกในเรือนกระจกและการปลูกโดยใช้สิ่งทดสอบดิน (Soilless substrate culture) ยังช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น
รูปแบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมนี้ช่วยให้ผลผลิตออกสู่ตลาดนอกฤดูกาลได้ โดยเฉพาะในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เล่นหลักในตลาดช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนภูมิภาคอื่นๆ อย่างซานตง เหลียวหนิง และกุ้ยโจว เป็นแหล่งผลิตในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง รวมถึงเป็นศูนย์กลางการแปรรูป
ความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบในระดับชาติเช่นนี้ส่งผลให้ราคาบลูเบอร์รีลดลงอย่างมาก จนทำให้บลูเบอร์รี่กลายเป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตในจีน
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเสนอแนะว่า อนาคตของภาคส่วนบลูเบอร์รีในระดับประเทศนั้นอยู่ที่การก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา โดยเจ้าหน้าที่จากสถาบันเกษตรศาสตร์ มณฑลอวิ๋นหนานเน้นย้ำถึงการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าผ่านการพัฒนาคุณภาพและการแปรรูปขั้นสูง เช่น การผลิตน้ำผลไม้เข้มข้นพร้อมดื่มคุณภาพสูง
แม้การผลิตภายในประเทศจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการนำเข้ายังคงแข็งแกร่งเพื่อให้มีผลผลิตหมุนเวียนและหลากหลายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 จีนนำเข้าบลูเบอร์รี่รวม 38,700 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเปรู
ทั้งนี้ การขนส่งที่พัฒนาขึ้น รวมถึงเส้นทางใหม่ๆ ในการขนส่งก็ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งจากกว่า 30 วัน เหลือเพียงประมาณ 20 วัน ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับผลไม้ที่มีความสดใหม่มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน การส่งออกบลูเบอร์รีของจีนเองก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเพิ่มขึ้นจากราว 178 ตันในปี 2022 เป็นกว่า 2,592 ตันในปี 2024 ขณะที่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แตะระดับ 23.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 751 ล้านบาท) ปัจจุบันจีนส่งออกบลูเบอร์รีไปยังตลาด 13 แห่งทั่วโลก อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และรัสเซีย
การส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้มีแรงขับเคลื่อนจากความก้าวหน้าเช่นเดียวกับการผลิตภายในประเทศ ได้แก่ การพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีขึ้น การเพาะปลูกที่ได้มาตรฐาน และระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยให้บลูเบอร์รีจากจีนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคใกล้เคียง พร้อมทั้งมีคุณภาพสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
ด้วยการสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัย อุตสาหกรรมบลูเบอร์รีของจีนกำลังใช้ฐานการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการเข้าสู่ตลาดโลกอย่างแข็งขัน กล่าวได้ว่า ประสบความสำเร็จในการกำหนดทิศทางไปสู่การพึ่งพาตนเองและการเติบโตที่มีมูลค่าสูง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคภายในประเทศและระดับสากล
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/350304.html)