วอชิงตัน, 2 เม.ย. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (1 เม.ย.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่เขากำหนดไว้สำหรับการยุติสงครามที่ดำเนินมานานหนึ่งเดือน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายหลักในอิหร่านแล้ว และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังดำเนินอยู่ แม้ทางฝั่งอิหร่านจะออกมาปฏิเสธก็ตาม
ทรัมป์กล่าวว่าการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองกำลังเกิดขึ้นในอิหร่านเนื่องจากบรรดาผู้นำชุดเดิมได้เสียชีวิตลง และผู้นำกลุ่มใหม่แข็งกร้าวน้อยลงและมีเหตุมีผลมากกว่ามาก พร้อมชี้ว่าหากไม่มีข้อตกลง เราจะโจมตีโรงไฟฟ้าของพวกเขาทุกแห่งอย่างหนัก และอาจโจมตีพร้อมกันทุกแห่ง อีกทั้งส่งสัญญาณว่ากองทัพสหรัฐฯ อาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่านด้วย
ทรัมป์เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ รวบรวมความกล้าหาญและมีบทบาทนำในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ อาจยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านได้โดยไม่ต้องเปิดเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งการปิดช่องแคบเป็นเวลานานได้ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลกและทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดและความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับสงครามที่ยืดเยื้อ ทรัมป์ได้โต้แย้งว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว สั้นกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเวียดนาม หรือสงครามอิรักมาก และควรถูกมองว่าเป็น "การลงทุน" ที่จำเป็นเพื่ออนาคต มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อในต่างแดน
ตลาดหุ้นตอบสนองในเชิงลบต่อคำแถลงของทรัมป์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์สงครามอิหร่าน ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากราว 98 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,200 บาท) เป็นเกือบ 104 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400) ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้นจากราว 99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,250 บาท) เป็น 106 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,480 บาท)
ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดของซีเอ็นเอ็น (CNN) เผยว่าชาวอเมริกันมากถึงร้อยละ 67 เชื่อว่าทรัมป์ไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการสถานการณ์ในอิหร่าน
