
(แฟ้มภาพซินหัว : "ไห่ฉิน" ยานสำรวจใต้ทะเลลึกควบคุมระยะไกล (ROV) ที่สามารถดำน้ำลึกระดับ 6,000 เมตร ทำการวางหมุดเครื่องหมายลงบนพื้นก้นทะเลที่ระดับความลึก 4,140 เมตร ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2025)
เซี่ยงไฮ้, 29 มี.ค. (ซินหัว) -- จีนเริ่มการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการวิจัยในทะเลลึกแบบลอยตัว หนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ที่นครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกจีน เมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านอุปกรณ์ทางทะเล ทรัพยากรทางทะเล และวิทยาศาสตร์ทางทะเล
สิ่งอำนวยความสะดวกข้างต้นซึ่งถูกเรียกอีกชื่อว่า "เกาะลอยน้ำกลางทะเล" ดำเนินการก่อสร้างโดยมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง (Shanghai Jiao Tong University) มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2030 โดยประกอบด้วย 3 ระบบหลัก ได้แก่ แพลตฟอร์มหลัก ห้องปฏิบัติการบนเรือ และระบบสนับสนุนบนชายฝั่ง โดยห้องปฏิบัติการเหล่านี้จะครอบคลุมการทำงานด้านภัยพิบัติทางทะเล การสังเกตการณ์และการวิจัยทางอุตุนิยมวิทยา สภาพแวดล้อมทางกายภาพใต้น้ำ และสาขาอื่นๆ
แพลตฟอร์มการวิจัยทางทะเลดังกล่าว ใช้การออกแบบแบบกึ่งดำน้ำ (semi-submersible) และการออกแบบเรือที่มีตัวเรือขนานกันสองลำ (twin-hull) มีจุดเด่นคือความสามารถในการทดสอบอุปกรณ์ทะเลลึกขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงสุดถึงประมาณ 100 ตันในสภาพแวดล้อมทางทะเลของจริง และเอื้อต่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์รวมถึงการวิจัยเชิงทดลองที่ระดับความลึกของมหาสมุทรได้สูงสุดถึง 10,000 เมตร
สิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะสามารถประจำการในพื้นที่ภารกิจทะเลลึกได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์และการทดสอบทางวิศวกรรมแบบข้ามฤดูกาล นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายและติดตั้งใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการทางทะเลได้อย่างยืดหยุ่น
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ แพลตฟอร์มนี้จะเป็นสถานที่ทดสอบระบบทำเหมืองในทะเลลึก อุปกรณ์ทางทะเลที่สำคัญ และอุปกรณ์สำหรับน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในสภาพแวดล้อมทางทะเลจริง ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการนำทรัพยากรทางทะเลมาใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มนี้ยังจะช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับรูปแบบของวิวัฒนาการตามฤดูกาลของระบบนิเวศทางทะเล สำรวจความลึกลับของต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคาดว่าจะช่วยยกระดับความแม่นยำในการพยากรณ์พายุไต้ฝุ่น ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติให้ดียิ่งขึ้น