
(แฟ้มภาพซินหัว : ยานยนต์จัดแสดงที่บูธของเป่ยชี่ (BAIC) ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน ภายในงานแสดงยานยนต์และการปรับแต่งยานยนต์นานาชาติ (International Automobile and Tuning Show) ในกรุงบูดาเปสต์ของฮังการี วันที่ 13 มี.ค. 2026)
ปักกิ่ง, 27 มี.ค. (ซินหัว) -- ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศพยายามอย่างหนักเพื่อจูงใจให้คนเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ยังไม่เห็นผลเด่นชัด "ราคาน้ำมัน" กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในขณะนี้ เห็นได้ชัดจากโชว์รูมยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สัญชาติจีนทั้งในฟิลิปปินส์และออสเตรเลีย ที่มียอดจองพุ่งสูงขึ้นล้อไปกับทิศทางราคาน้ำมันโลก
ความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลพวงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 50 ตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือนให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่สั่งสมมานานหลายปี ส่งผลให้ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีนก้าวขึ้นมาครองความสนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะโชว์รูมของ BYD (บีวายดี) ที่กลับมาคึกคักทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับในออสเตรเลียที่ยอดขายของบีวายดีและจีเอซี กรุ๊ป (GAC Group) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมจำนวนผู้เข้าชมโชว์รูมที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
แดน วอลเตอร์ (Daan Walter) จากสถาบันวิจัยเอ็มเบอร์ (Ember) ชี้ให้เห็นว่า "น้ำมัน" คือ จุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับประเทศที่ต้องการสร้างเกราะป้องกันจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผลวิเคราะห์ของเอ็มเบอร์ระบุว่า การเร่งขยายเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และปั๊มความร้อน อาจช่วยให้ประเทศผู้นำเข้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึงร้อยละ 70
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ทั่วโลก ส่งผลบวกต่อความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนในระยะยาว แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ แต่การส่งออกยานยนต์ประเภทนี้ของจีนบ่งชี้ถึงฐานรากด้านการแข่งขันที่แข็งแกร่งมานานก่อนจะเกิดความผันผวนในปัจจุบัน โดยยอดการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฮบริดในช่วงต้นปี 2026 เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ซุนเสี่ยวหง หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกิริยาในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนได้ก้าวเข้าสู่ระยะการผลิตจำนวนมากที่มีความพร้อมสูง โดยได้รับแรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานที่บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงการประกอบตัวรถ ส่งผลให้จีนมีความได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุนที่แข่งขันได้และการพัฒนานวัตกรรมที่รวดเร็ว
ข้อมูลสถิติช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของตลาดภายในประเทศของจีน โดยในปี 2025 ยอดการผลิตและจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 16 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดขายยานยนต์ใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่าจำนวนจุดชาร์จในจีนเพิ่มขึ้นแตะ 21.01 ล้านแห่ง สะท้อนการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 47.8 เมื่อเทียบปีต่อปี
ในทางกลับกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นและเผชิญกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง โดยตัวแทนจากสมาคมผู้จำหน่ายยานยนต์จีน (CADA) ระบุว่า เครือข่ายจุดชาร์จสาธารณะที่ยังไม่หนาแน่นพอ ประกอบกับมาตรฐานที่กระจัดกระจาย ส่งผลให้ผู้บริโภคนอกเขตเมืองใหญ่เกิดความวิตกกังวลเรื่องระยะทางซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า แม้ความต้องการในตลาดจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม
การเติบโตในระยะยาวของยานยนต์พลังงานใหม่สัญชาติจีนในตลาดโลก ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากความได้เปรียบด้านต้นทุนและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของอุปสงค์จะขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงกลยุทธ์ จากเดิมที่เป็นเพียงการ "ส่งออกตัวรถ" ไปสู่การ "ส่งออกระบบนิเวศอุตสาหกรรม" แบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นไปจนถึงการจัดตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ
(ที่มา: https://en.imsilkroad.com/p/349906.html)