
(แฟ้มภาพซินหัว : แพทย์จับมือกับผู้ป่วยในหอผู้ป่วยโรคติดเชื้อที่โรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สี่ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 21 พ.ย. 2024)
เยรูซาเล็ม, 17 ก.พ. (ซินหัว) -- การศึกษาใหม่จากทีมวิจัย ซึ่งนำโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (WIS) ของอิสราเอลค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งเปิดแนวทางใหม่ในการป้องกันการติดเชื้อและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี
การศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ไมโครไบโอโลจี (Nature Microbiology) เมื่อวันจันทร์ (16 ก.พ.) ระบุว่าเชื้อเอชไอวีจะโจมตีเซลล์ซีดี4 ที (CD4 T) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง จนทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลำไส้ และแม้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะสามารถกดระดับไวรัสในเลือดได้แล้ว แต่ยังคงมีไวรัสแฝงตัวอยู่บริเวณดังกล่าว
การศึกษาระบุว่าทีมวิจัยได้ศึกษาจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในอิสราเอลและเอธิโอเปีย และเปรียบเทียบกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยพบว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากเชื้อเอชไอวี ส่งผลให้สัดส่วนของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งพวกเขาได้นำจุลินทรีย์เหล่านี้ถ่ายโอนไปยังหนูทดลองเพื่อศึกษาผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน และผลจากการวิเคราะห์พบว่าแบคทีเรียในลำไส้จากผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะเริ่มต้น สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ซีดี4 ทีในหนู และช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อได้ ขณะที่จุลินทรีย์จากผู้ป่วยระยะลุกลามไม่ได้ให้ผลเช่นนั้น
นักวิจัยระบุว่าการค้นพบครั้งนี้อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยการปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ผ่านทางอาหาร โปรไบโอติกส์ หรือการบำบัดรักษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะในกรณีที่ยาต้านไวรัสขั้นสูงมีจำกัด