
(แฟ้มภาพซินหัว : คนเดินถือถุงชอปปิงบนถนนในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 12 ส.ค. 2025)
ปารีส, 24 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุดจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก คาดว่าจะชะลอตัวจากร้อยละ 3.3 ในปี 2024 เหลือร้อยละ 3.2 ในปี 2025 และลดลงต่อเนื่องเหลือร้อยละ 2.9 ในปี 2026
องค์การฯ ระบุว่าการปรับลดตัวเลขคาดการณ์จากเดิมสะท้อนพฤติกรรมการเร่งส่งสินค้า (front-loading) ที่สิ้นสุดลง ตลอดจนผลกระทบจากอัตราภาษีที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งการลงทุนและการค้าโลก
แม้แนวโน้มระยะกลางจะมีการชะลอตัว แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 กลับแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่ง ขณะที่การผลิตและการค้าภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากการที่ภาคธุรกิจเร่งการขนส่งก่อนการขึ้นภาษี
นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ ได้เพิ่มอัตราภาษีทวิภาคีกับคู่ค้าเกือบทั้งหมด ซึ่งองค์การฯ ประเมินว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.5 เมื่อนับถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1933
รายงานเตือนว่าความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงสูง โดยปัจจัยกระตุ้นที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ได้แก่ การปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมารุนแรงขึ้น ความกังวลด้านการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดการเงิน
สำหรับสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของจีดีพีจะลดลงจากร้อยละ 2.8 ในปี 2024 เหลือร้อยละ 1.8 ในปี 2025 และร้อยละ 1.5 ในปี 2026 เนื่องจากการลงทุนที่แข็งแกร่งในภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงถูกกดด้วยแรงฉุดจากภาษีและการย้ายถิ่นฐานสุทธิที่ลดลง
ส่วนจีดีพีในยุโรปคาดการณ์ว่าจะเติบโตร้อยละ 1.2 ในปี 2025 และร้อยละ 1 ในปี 2026 แม้ว่าเงื่อนไขสินเชื่อที่ผ่อนคลายจะช่วยสนับสนุนได้บ้าง แต่คาดว่าความขัดแย้งทางการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะจำกัดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
ในอนาคต องค์การฯ เน้นย้ำว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีความจำเป็นต่อการยกระดับมาตรฐานการครองชีพอย่างยั่งยืนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างเต็มที่