
(แฟ้มภาพซินหัว : ลูกค้าเลือกซื้อผักที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 3 ก.ย. 2025)
แคนเบอร์รา, 12 ม.ค. (ซินหัว) -- คณะนักวิทยาศาสตร์พบกลไกระดับเซลล์ที่อยู่เบื้องหลังสาเหตุทำให้ผู้หญิงมีอาการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ (gut pain) เรื้อรังรุนแรงกว่าผู้ชาย โดยพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงคือตัวการสำคัญที่ทำให้ภาวะอาการแตกต่างระหว่างเพศ
สจวร์ต บริเออร์ลีย์ ศาสตราจารย์ประจำสถาบันวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งเซาธ์ออสเตรเลีย (SAHMRI) ซึ่งดำเนินการศึกษาครั้งนี้ร่วมกับคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก กล่าวว่าเราพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนขยายสัญญาณการสื่อสารระหว่างเซลล์ลำไส้เฉพาะทางสองชนิดโดยตรง ซึ่งกระตุ้นให้เพศหญิงไวต่อสัญญาณความเจ็บปวดมากกว่า
ฮอร์โมนเอสโตรเจนกระตุ้นกลไกการทำงานในลำไส้ใหญ่ ทำให้การหลั่งฮอร์โมนเปปไทด์วายวาย (PYY) เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการหลั่งสารเซโรโทนินมากขึ้น และทำให้เส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดมีความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
บริเออร์ลีย์ระบุว่าหากเราสามารถยับยั้งกระบวนการทำงานนี้ในจุดที่เหมาะสมได้ เราอาจสามารถลดอาการปวดท้องประเภทนี้ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ปกติของฮอร์โมนเหล่านี้ในระบบย่อยอาหาร
แถลงการณ์จากสถาบันฯ เผยว่าการค้นพบดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาแนวทางรักษาเฉพาะบุคคลสำหรับอาการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เรื้อรัง อาทิ โรคลำไส้แปรปรวน และความผิดปกติที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณอวัยวะภายในที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)
ผลการศึกษายังพบว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยเพิ่มการตอบสนองของลำไส้ต่อกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ซึ่งเกิดจากกระบวนการที่แบคทีเรียย่อยสลายอาหาร ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเหตุใดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในปริมาณน้อย (Low FODMAP) จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วยบางรายได้
บริเออร์ลีย์กล่าวว่าปัจจุบันนักวิจัยเข้าใจแล้วว่าอาหารบางชนิดสามารถส่งผลต่อกลไกการทำงานที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนผ่านสารเมตาบอไลต์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อย พร้อมเสริมว่า ข้อมูลนี้ช่วยอธิบายกลไกทางชีววิทยาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่า เหตุใดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหารจึงช่วยบรรเทาอาการได้ และยังเปิดทางแก่การปรับปรุงแนวทางการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต