
วอชิงตัน, 17 ธ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (16 ธ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้มีคำสั่งให้ดำเนินการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดที่เดินทางเข้า-ออกจากเวเนซุเอลา นับเป็นการยกระดับมาตรการกดดันประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ทรัมป์ยังเผยว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาถูกกำหนดให้เป็น "องค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ" โดยกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมต่างๆ เช่น การก่อการร้าย การลักลอบขนยาเสพติด และการค้ามนุษย์ สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ระบอบที่เป็นปรปักษ์ยึดครองน้ำมัน ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นใดของเรา พร้อมเรียกร้องให้เวเนซุเอลาส่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่เขากล่าวอ้างว่า "ก่อนหน้านี้ได้ถูกขโมยไปจากสหรัฐฯ" กลับคืนสู่สหรัฐฯ ด้วย
ขณะเดียวกัน ทรัมป์อ้างว่าเวเนซุเอลาได้ถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์โดยกองกำลังทางเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยรวบรวมมาในประวัติศาสตร์ของอเมริกาใต้ มาตรการกดดันนี้จะดำเนินต่อไป จนกว่าทรัพย์สินซึ่งทรัมป์กล่าวอ้างว่าถูกขโมยไป จะถูกส่งคืนให้แก่สหรัฐฯ
เมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลทรัมป์ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา พร้อมประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อหลานชาย 3 คนของภริยาประธานาธิบดีมาดูโร นักธุรกิจรายหนึ่งซึ่งมีความเชื่อมโยงกับมาดูโร รวมถึงบริษัทอีก 6 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา
นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายน กองกำลังสหรัฐฯ ได้ล่มเรือซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดอย่างน้อย 25 ลำ ในบริเวณทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตบนเรืออย่างน้อย 95 ราย
สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าแสดงแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาคทะเลแคริบเบียนตลอดเกือบสี่เดือนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่อยู่บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ภายใต้เหตุผลที่ระบุว่าเป็นการปราบปรามยาเสพติด ทว่าเวเนซุเอาลาได้ประณามข้ออ้างดังกล่าวว่าเป็นเพียงความพยายามแฝงเร้นที่มุ่งบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลา
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวซ้ำหลายครั้งว่ากองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินโดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายค้ายาเสพติดในภูมิภาคทะเลแคริบเบียนเร็วๆ นี้ ซึ่งยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
บรรดานักวิจารณ์ รวมถึงสมาชิกหลายคนในรัฐสภาสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อสงสัยว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นแรงจูงใจเพียงประการเดียวของสหรัฐฯ จริงหรือไม่ ตลอดจนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทะเลแคริบเบียน
ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอสซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ราวร้อยละ 48 กล่าวว่าพวกเขาคัดค้านการที่กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเรือซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในภูมิภาคทะเลแคริบเบียนใกล้เวเนซุเอลา โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากศาลก่อน