วอชิงตัน, 30 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ว่าตนต้องการ "ยึดน้ำมันในอิหร่าน" และอาจเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ หมายมั่นควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน "อย่างไม่มีกำหนด" หลังจากยึดอำนาจนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รายงานระบุว่าการยึดน้ำมันของอิหร่านจะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าการ "โจมตี" ดังกล่าวเสี่ยงทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นและทำให้สงครามยืดเยื้อ
ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลายทางเลือกกรณีเกาะคาร์ก โดยอาจเข้ายึดเกาะแห่งนี้หรือไม่ยึดก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าสหรัฐฯ อาจต้องประจำกำลังอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านมีการป้องกันบนเกาะเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้สามารถยึดได้อย่างง่ายดาย
คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อขนย้ายยูเรเนียมเกือบ 1,000 ปอนด์ (ราว 453 กิโลกรัม) ออกจากอิหร่าน
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าทรัมป์ยังสนับสนุนให้ที่ปรึกษากดดันให้อิหร่านยอมมอบวัสดุดังกล่าว เพื่อเป็นเงื่อนไขในการยุติสงคราม
รายงานระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาค ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารมากกว่า 3,500 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธิน 2,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว
แม้มีความตึงเครียดดังกล่าว แต่ทรัมป์ระบุว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถานกำลังมีความคืบหน้า พร้อมระบุว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วพอสมควร
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งแตะระดับ 119.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,920 บาท) ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

(แฟ้มภาพซินหัว : โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ของสหรัฐฯ วันที่ 20 ม.ค. 2026)