
(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนประท้วงต่อต้านการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านในกรุงเตหะรานของอิหร่าน วันที่ 4 มี.ค. 2026)
โจฮันเนสเบิร์ก, 5 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (4 มี.ค.) มันซูร์ ชากิบ เมห์ร เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำแอฟริกาใต้ ระบุว่าอิหร่านเตรียมพร้อมปกป้องตนเองอย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าต่อต้านการรุกรานอันโหดร้ายของสหรัฐฯ และอิสราเอล
การที่กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่อันตรายและรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ผู้นำประเทศถือเป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์คุ้มกันและไม่อาจละเมิดได้ การพุ่งเป้าโจมตีบุคคลระดับดังกล่าวจึงบั่นทอนหลักการพื้นฐานของความเสมอภาคด้านอธิปไตยของรัฐ
เมห์รระบุว่าการโจมตีหลายระลอกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังขยายไปยังพื้นที่พลเรือนด้วย ซึ่งอิหร่านขอยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองจากการรุกรานเหล่านี้ โดยกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านเตรียมพร้อมปกป้องประเทศอย่างเต็มที่
เมห์รเผยว่าความขัดแย้งครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบทางประวัติศาสตร์ของระบบพหุภาคี พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
คำกล่าวของเมห์รมีขึ้นท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความตึงเครียดอย่างรวดเร็วในตะวันออกกลาง ซึ่งการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเข้าสู่วันที่หกแล้ว โดยหลายประเทศในภูมิภาคยังคงได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว
อนึ่ง สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างกะทันหันเมื่อเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.) ซึ่งสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้บัญชาการทหารระดับสูง และพลเรือนราว 100 ราย ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ขณะที่รายงานระบุว่าปัจจุบันจำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านอยู่ที่ราว 1,000 ราย