เทียนจิน, 14 ก.พ. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์เฝิงจี้ไฉ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเทียนจิน เทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน จัดกิจกรรมฉลองตรุษจีนคึกคัก โดยมีนักศึกษาไทยเข้าร่วมสัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านการลงมือทำจริง ทั้งการพิมพ์ภาพมงคลตรุษจีน การเขียนอักษร "ฝู" ที่หมายถึงโชคลาภ และชมการแสดงมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจในขนบประเพณีของเทศกาลตรุษจีนอย่างลึกซึ้ง
กิรณา เวสารัชกิตติ หนึ่งในนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมงานและได้สัมผัสเทศกาลตรุษจีนในจีนเป็นครั้งแรก บอกเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอรู้แค่ว่าตรุษจีนเป็นวันหยุดสำคัญที่สุดในจีน เป็นช่วงเวลาที่มีความคึกคัก และให้ความสำคัญอย่างมากกับครอบครัวและประเพณี แต่ประสบการณ์ในวันนี้ช่วยให้เธอเข้าใจความหมายของเทศกาลตรุษจีนอย่างแท้จริง
เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้วที่ภาพมงคลวันตรุษจีน หรือเหนียนฮว่า ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญสำหรับครอบครัวในการบอกลาปีเก่า พร้อมถ่ายทอดคำอธิษฐานถึงความสงบสุขและความรุ่งเรืองในปีใหม่
ภายในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ มีการแนะนำแหล่งผลิตภาพมงคลวันตรุษจีนสำคัญหลายแห่ง อาทิ หยางหลิ่วชิงในเทียนจิน และโฝซานในกว่างตง (กวางตุ้ง) โดยมีการจัดแสดงทั้งเครื่องมือแกะสลักแม่พิมพ์ไม้ เทคนิคการพิมพ์แบบแยกหลายชั้น และสารพัดผลงานชิ้นเอก ขณะที่ภาพของเทพผู้พิทักษ์ประตู เด็กน้อยอุ้มปลาคาร์ป และเทพเจ้าแห่งโชคลาภปรากฏให้เห็นในสีสันสดใส ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคำอวยพรมงคล
พิพิธภัณฑ์เฝิงจี้ไฉ เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและผลงานศิลปะหลายพันชิ้น โดยนิทรรศการอย่าง "ประวัติศาสตร์ภาพมงคลตรุษจีน" ได้ตอกย้ำบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน
เฝิงจี้ไฉ นักเขียนและนักวิชาการวัฒนธรรมชื่อดังของจีน ชี้ว่าแก่นแท้ของประเพณีตรุษจีนคือความหวังและความปรารถนาในชีวิตของผู้คน ทั้งในเรื่องความสุข ความปลอดภัย ความปรองดอง สุขภาพแข็งแรง และการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของคนครอบครัว เทศกาลนี้จึงเป็นหน้าต่างบานสำคัญสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมจีน และยังคงเป็นหนึ่งในประเพณีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของอารยธรรมจีน
อนึ่ง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2024 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนเทศกาลตรุษจีนของประชาชนชาวจีน เข้าสู่รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ
ด้านกิรณากล่าวถึงประเพณีตรุษจีนในไทยว่า ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนมีการไหว้บรรพบุรุษ มอบซองแดงให้ลูกหลานและผู้ใหญ่ รวมถึงล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้ากัน โดยแม้เราจะอาศัยอยู่ในประเทศที่แตกต่าง แต่การให้ความสำคัญกับครอบครัวและการสืบทอดประเพณีนั้นไม่ต่างกันเลย
ณิชา เกา นักศึกษาไทยสาขาวิศวกรรมชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทียนจิน ซึ่งมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย บอกเล่าว่านี่ไม่ใช่ตรุษจีนครั้งแรกของเธอในจีน โดยสมัยที่เธอยังเรียนชั้นมัธยมปลายที่จีนนั้น ช่วงวันหยุดที่มีนักเรียนต่างชาติอยู่เพียงไม่กี่คน บรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่หอพักได้ชวนเธอไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้าน ซึ่งประสบการณ์นั้นทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเหมือนครอบครัวในช่วงตรุษจีน